วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

กุ้ง : คุณค่าทางโภชนาการ

กุ้ง : คุณค่าทางโภชนาการ

          กุ้งเป็นอาหารอันทรงคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนสูง โปรตัสเซียมสูง อย่างไรก็ตาม กุ้งจัดว่าเป็นอาหารที่มีราคาสูง ยิ่งเมื่อเทียบน้ำหนักส่วนที่กินได้ กับส่วนที่กินไม่ได้ กุ้งมีส่วนที่กินได้ เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักรวม กุ้งมีหลายชนิด แต่ที่มีขายอยู่ทั่วไป ในท้องตลาดได้แก่
          กุ้งชีแฮ้ เป็นกุ้งที่มีเปลือกสีขาวใส ขาและหางมีสีชมพู เนื้อมีสีชมพูอ่อน รสชาติอร่อย
        กุ้งกุลาดำ มีเปลือกสีน้ำเงิน เมื่อต้มสุก เนื้อจะมีสีชมพู ยิ่งต้มนานสียิ่งเข้ม
        กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งตัวใหญ่ มี 2 ชนิด คือ กุ้งเปลือกสีน้ำเงิน ซึ่งมีเนื้อนุ่ม และกุ้งเปลือกสีเทาปนสีน้ำเงินหรือชมพู เป็นกุ้งที่มีเนื้อแข็งเมื่อนำไปอบ หรือย่าง

ที่มาจาก : thaifooddb.com

ต้มยำปลาอย่างไรไม่ให้เหม็นคาว

ต้มยำปลาอย่างไรไม่ให้เหม็นคาว

หลายๆ ท่าน คงประสบกับปัญหาเมื่อทำต้มยำปลาแล้วมีกลิ่นคาว ทั้งนี้ก็
เนื่องมาจากโดยธรรมชาติในปลาจะมีโปรตีนและไขมันอยู่ ปลาที่มีไขมันมากก็
จะยิ่งมีกลิ่นคาวมาก โปรตีนในปลาจะละลายออกมาเมื่อถูกน้ำอุ่นและทำให้เกิด
กลิ่นคาว การป้องกันกลิ่นคาวของปลาให้หมดไป ทำได้โดย ต้องต้มน้ำซุป
ให้เดือดพล่านก่อนใส่ปลาลงไป รวมทั้งเมื่อใส่เนื้อปลาลงไปแล้ว ไม่ควรเขี่ย
หรือคนเนื้อปลา จนกว่าเนื้อปลาจะสุกเสียก่อน เพียงเท่านี้กลิ่นคาวก็จะไม่หลง
เหลืออีกต่อไป

ที่มาจาก : thaifooddb.com

วิธีแก้กลิ่นคาวในน้ำมันทอดปลา

วิธีแก้กลิ่นคาวในน้ำมันทอดปลา

          ยุคนี้สมัยนี้ น้ำมันแพงจริงๆค่ะ ไม่ได้แพงเฉพาะน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลเท่านั้น น้ำมันพืชที่ใช้ทำอาหารก็แพงไปด้วย ทีนี้เวลาเราใช้น้ำมัน ทอดปลาบางชนิด พอทอดเสร็จจะมีกลิ่นเหม็นคาวปลา ติดมากับน้ำมันด้วย แหมเพิ่งใช้ไปครั้งเดียว จะทิ้งก็เสียดาย แต่พอจะเอาไปใช้ทอดอย่างอื่น อาหารอื่นก็จะพาลมี กลิ่นคาวปลาติดไปด้วย เสียรสชาติหมด
          มีวิธีแก้ค่ะ หลังทอดปลาเสร็จ ให้เอามันมันฝรั้งฝานบางๆ หรือหอมใหญ่ฝาน หรือหอมแดงบุบ ก็ได้ค่ะ แล้วแต่จะมี ใส่ลงไปทอดสักครู่ จะช่วยลดกลิ่นคาวปลาในน้ำมันลงได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดนะคะ ถ้าเรารู้ว่า ปลาชนิดนั้นๆ ทอดแล้วจะมีกลิ่นคาว หรือน้ำมันจะเสีย ก็ให้ใช้น้ำมันที่เคยผ่าน การใช้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ใช้ครั้งแรก ทำกุ้งชุบแป้งทอด น้ำมันที่เหลือยังใช้ได้อยู่ เอามาใช้ทอดปลา พอใช้ทอดปลาเสร็จ ก็จะได้ทิ้งไป ไม่เสียดายมากค่ะ (อย่าเอามาทอดซ้ำๆกันมากเกินไป จนน้ำมันดำ ไม่ดีต่อสุขภาพค่ะ)

ที่มาจาก : thaifooddb.com

ลวกผักให้สีเขียวสดใส

ลวกผักให้สีเขียวสดใส

          จะรับประทานน้ำพริกให้อร่อยก็ต้องมีผักแกล้ม ทั้งผักสดผักต้ม ผักสดล้างให้สะอาดก็น่ารับประทานดีไม่มีปัญหา แต่ผักต้มนี่สิ บางคนต้มแล้วสีคล้ำๆ ไม่เขียวสดน่ารับประทาน
          เทคนิคง่ายๆ ก็คือ เวลาต้มให้ใส่เกลือลงในน้ำที่จะใช้ ตอนนำผักลงน้ำต้องเดือดจัด สังเกตดูพอผักสุกเขียว ระวังอย่าให้นานเกินไป ให้รีบช้อนผักขึ้นใส่ในน้ำเย็น เพื่อให้ผักคลายความร้อนอย่างรวดเร็ว พอผักเย็นแล้วค่อยนำขึ้นจัดใส่จาน รับรองได้ผักเขียวสวยสดประทับใจคนทานแน่ๆค่ะ

ที่มาจาก : thaifooddb.com

เคล็ดเล็กๆเกี่ยวกับการทำอาหาร

เคล็ดเล็กๆเกี่ยวกับการทำอาหาร

++ต้มไข่ไม่ให้เปลือกแตกร้าว
           โดยเฉพาะเมื่อต้องการต้มไข่คราวละมากๆ เช่น ต้มไข่ทำไข่พะโล้ หรือใช้รับประทานกับขนมจีนน้ำยา ไข่อาจกระทบกันจนเปลือกแตกร้าวก่อนสุกได้ง่าย แนะนำให้ใช้ไข่ที่เปลือกไม่มีรอยร้าว เปลือกสะอาด ใส่น้ำให้ท่วมไข่ทั้งหมดและให้ใช้น้ำเย็นตั้งแต่เริ่มต้น
วิธีง่ายๆเพื่อป้องกันไข่แตกร้าวคือ
           1. ใส่น้ำมะนาวลงในน้ำที่ต้มสักเล็กน้อย น้ำมะนาวจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข่ไหลออกจากเปลือก
           2. ใส่เกลือในน้ำที่ต้มประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข่ไหลออกมาตามรอยแตก
++ต้มไข่ให้ไข่แดงเป็นยางมะตูม
           การจะต้มไข่ให้เป็นไข่ต้มสุกแข็งทั้งฟองหรือมีไข่แดงเป็นยางมะตูม ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ต้ม ถ้าต้องการให้ไข่แดงเป็นยางมะตูม ให้ใส่ไข่ในน้ำเย็น นำไปตั้งไฟจนเดือด จับเวลาตั้งแต่เริ่มประมาณ 10 นาที แล้วตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น
++ทอดไข่ดาวให้น่ารับประทาน
           ใส่น้ำมันในกระทะก้นลึกพอประมาณ ตั้งไฟจนน้ำมันร้อนแต่ไม่ร้อนจัด ต่อยไข่ใส่ถ้วยก่อนใส่ในกระทะ แล้วรีบตะแคงกระทะให้ไข่จมในน้ำมัน ใช้ตะหลิวหรือช้อนตักไข่ขาวขึ้นปิดไข่แดง ทอดพอเหลืองแล้วตักขึ้น จะได้ไข่ดาวที่กรอบเหลืองและไข่แดงเป็นยางมะตูม
++ทอดไข่ดาวให้สวย
           นอกจากทอดไข่ดาวโดยใช้น้ำมันแล้ว ยังสามารถทอดไข่โดยใช้น้ำได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมไขมันหรือน้ำหนัก เคล็ดลับง่ายๆคือ ให้ใส่น้ำส้มสายชูลงในน้ำที่ทอดสัก 1-2 หยด เพื่อให้ไข่จับตัวกันเร็วขึ้น ไข่ดาวน้ำที่ได้จะนุ่มสวยน่ารับประทาน
ที่มา http://siamfoodtips.blogspot.com/

สูตรเด็ดเคล็ดลับการหมักคอหมูย่าง

สูตรเด็ดเคล็ดลับการหมักคอหมูย่าง

          สูตรหมักคอหมูย่าง หมูก็นุ่ม รสชาติก็นุ่มๆ หอมด้วยค่ะ โดยเอาสันคอหมูแล่เป็นชิ้นสำหรับย่าง แล้วผสมผสมน้ำตาลปี๊บ ซอสหอยนางรม พริกไทยป่น เกลือ บรั่นดีเมอร์ริเดียนเข้าด้วยกัน ลองแตะลิ้นชิมดู อย่าให้เค็มหรือหวานมากจนเกินไป นวดให้เข้ากันและหมักไว้ครึ่งชั่วโมงก่อนนำมาย่างค่ะ เวลาย่างจะมีกลิ่นบรั่นดีอ่อนๆโชยขึ้นมาหอมมากๆค่ะ เวลาทานรสชาดก็นุ่มลิ้น ลองทำดูนะคะ
ที่มาจาก : horapa.com

น้ำยาล้างผักสูตรทำเองง่ายๆ

น้ำยาล้างผักสูตรทำเองง่ายๆ

การขนส่งผักกว่าจะถึงมือผู้ซื้อ แน่ใจได้อย่างไรว่าสะอาด ปลอดภัย และปราศจากสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
การใช้น้ำยาล้าง ผัก สามารถลดสารพิษในผักได้มากกว่าการล้างด้วยน้ำเปล่า จะซื้อหามาใช้งาน หรือต้องการประหยัดด้วยการทำเอง ก็มีสูตรน้ำยาล้างผักที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ มาแนะนำ 3 สูตร ดังนี้
1. สูตรน้ำส้มสายชู (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)
นำ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาดหรือน้ำประปาธรรมดา 15-20 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง
2. สูตรน้ำเกลือ (ลดสารพิษได้ถึง 60-70%)นำเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 4-5 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง
3. สูตรน้ำโซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 20-25 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง
การรับประทานผักมี ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรล้างก่อนรับประทาน เพราะ ช่วยให้ผักสะอาด และลดสารพิษที่ปนเปื้อนมากับผักได้ ใส่ใจสักนิดเพื่อสุขภาพของตัวคุณ
ที่มาจาก : horapa.com

นมพร่องมันเนย อาหารคุณภาพต่ำ

นมพร่องมันเนย อาหารคุณภาพต่ำ

หลาย ๆ คนที่ชอบดี่มนมพร่องมันเนย คงจะตกใจกันเป็นแถวว่าทำไมนมพร่องมันเนยถึงเป็นอาหารคุณภาพต่ำ นั่นเป็นเพราะว่าได้มีการสกัดไขมันบางส่วนออกไป ทำให้พลังงานที่ได้รับต่ำ 

          นมพร่องมันเนยที่ เห็นกันตามท้องตลาดถึงแม้จะมีโปรตีนและแคลเซียมเทียบเท่ากับนมธรรมดา แต่ก็ได้มีการสกัดเอาไขมันบางส่วนออกจากน้ำนมไป ทำให้ได้รับพลังงานที่ต่ำ ในขณะเดียวกัน วิตามินเอ ดี อี และเค ที่ละลายในไขมันก็หายไปด้วย จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมาใช้เลี้ยงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะเด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย 

          นมพร่อง มันเนยมีส่วนประกอบของไขมันไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ในส่วนของคุณค่าทางอาหารอื่นๆ ยังมีอยู่ครบเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักมากกว่า 

         อย่าง ไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการดื่มนมพร่องมันเนยควรดื่มเป็นอาหารเสริมน่าจะดีกว่า ไม่ควรดื่มเป็นอาหารหลักในตอนเช้า เพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ 

          ส่วนใครที่ไม่สามารถดื่มนมได้ ก็สามารถรับประทานอย่างอื่นที่มีแคลเซียมหรือโปรตีนเป็นส่วนประกอบแทน เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เพราะมีไขมันที่ร่างกายสามารถย่อยได้ดีกว่า และสัดส่วนของโปรตีนและแคลเซียมก็ไม่ต่างไปจากนมธรรมดามากนัก จึงสามารถดื่มแทนกันได้ และที่สำคัญน้ำนมถั่วเหลืองยังมีสารเลซิทินที่ช่วยเสริมสร้างและบำรุงสมอง ซึ่งจะต่างจากนมพร่องมันเนยที่ไม่มีสารดังกล่าวหรืออาจรับประทานโยเกิร์ตก็ ได้ เพราะในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยได้ดี 

หันมาดื่มนมถั่วเหลืองหรือโยเกิร์ตกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย
ที่มา :   นิตยสาร ชีวจิต

7 เมนูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

7 เมนูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

1. แฮมเบอร์เกอร์ จัด เป็นอาหารประเภทที่ "มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี " แบคทีเรีย " เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ " สารเคมีสีแดง " มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้ แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ " สารปรุงรส "( MSG = Monosodium Glutamate ) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย " MSG " เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
2. ฮอทด็อก เป็น อีก " เมนูอันตราย " เพราะมีกระบวนการผลิตคล้าย แฮมเบอร์เกอร์ และ " ฮอทด็อก " ทั้ง หมดยังใส่ " สารไนไตรท์ " เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย " สารไนไตรท์ " เป็นสารที่ทำให้เกิด " โรคมะเร็ง " ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและ มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ " ถุงหลอด " ที่ใช้บรรจุ ฮอทด็อก ก็ทำจาก " คอลลาเจนสังเคราะห์ " ที่เป็นสารก่อให้เกิด " โรคมะเร็ง " ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี " สารพิษร้ายแรง " ที่เรียกว่า " อะคริลิไมด์ "(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น สารก่อมะเร็งและ " ทำลายประสาท "
3. เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด 
เป็น อาหารที่มี " ความเป็นพิษสูง " โดยการทอด " เฟร้นช์ฟราย " ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี " สารอะคริลิไมด์ " ออกมา นอกจากนี้ " น้ำมัน " ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ " ออกซิไดซ์ " ในมันฝรั่งยังมี " ดรรชนีกลีซิมิค "(Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก
4. คุกกี้ 
ที่ เด่นชัดมาก คือ สัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งอาหารในประเภทที่มีน้ำ ตาลปริมาณสูงเช่นนี้ จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
5. พิซซ่า 
" พิซซ่า " ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ
.....1." เนยแท้ "( cheese ) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย
.....2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่
.....3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน
.....4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม " น้ำมันฝ้าย " ประกอบอยู่ โดย ฝ้าย ไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น " น้ำมันไฮโดรจีเนต " และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้ง พิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี " สารอะคริลิไมด์ " เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า " เพ็พเปอโรนิ " หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก " ไนไตรท์ " สารกันบูด และสารเคมีอื่นๆ รวมทั้ง ไขมันอิ่มตัว ที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน
6. น้ำอัดลม สาร ตัวสำคัญที่มีอยู่ใน " น้ำอัดลม " คือ " กรดกำมะถัน "( Phosphoric acid ) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ " น้ำโซดา " ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียม ออกจาก กระดูก จนทำให้เกิด " โรคกระดูกพรุน " นอกจากนี้ใน น้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี "น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน" อยู่ 12 ช้อนชา ใน น้ำอัดลม ที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ " น้ำตาลเทียมสังเคราะห์ "( Artificial sweetener ) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น " สารก่อมะเร็ง " ด้วย
7. ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูกเป็น เมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ " นัคเก็ตชิคเก้น " บางอันจะมี " สารอะลูมิเนียม " ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของ
ที่มาจาก horapa.com

อร่อย ปลอดภัย กับซอสมะเขือเทศ

อร่อย ปลอดภัย กับซอสมะเขือเทศ

          ซอส มะเขือเทศ เป็นเครื่องปรุงรสอาหารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลักษณะของอาหารการกินจากตะวันตก จำพวก ฟาสต์ฟู้ด พิซซ่า สเต็ก สปาเก็ตตี้ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องปรุงรสสไตล์ฝรั่ง แต่คนไทยเราก็เอามาปรับเป็นเครื่องปรุงกินกับอาหารหลากหลายเมนู จนเดี๋ยวนี้เรียกได้ว่าเป็นของคู่ครัวสำหรับทุกบ้าน
          ปกติเครื่องปรุงรส อาหารหรือเครื่องจิ้มในอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ้ว เราจะรับประทานในปริมาณไม่มากเพราะความเค็ม แต่ซอสมะเขือเทศเป็นอะไรที่แตกต่าง เพราะเวลาจิ้มกินกับอาหารเราจะกินกันในปริมาณที่มากพอสมควรเพราะมีรสหวานนำ ทำให้โอกาสที่จะรับส่วนผสมที่อาจมองข้ามอย่างน้ำตาลหรือเกลือ (โซเดียม) เข้าไปในร่างกายต่ออาหารมื้อหนึ่งๆ สูงตามไปด้วย
          ได้ ทดสอบหาปริมาณน้ำตาลและปริมาณโซเดียมจากซอสมะเขือเทศที่วางขายอยู่ในท้อง ตลาดจำนวน 10 ยี่ห้อ พบว่ามีปริมาณน้ำตาลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25.95 กรัม/น้ำหนัก 100 กรัม ส่วนปริมาณโซเดียมพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 741 มิลลิกรัม/น้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่บริโภคต่อวันไว้ว่าไม่ควรเกิน ร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน แต่ปริมาณแนะนำที่มีการรณรงค์สำหรับคนไทยก็คือ ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณน้ำตาลที่พบในซอสมะเขือเทศ 100 กรัม ปริมาณ 100 กรัมอาจดูเหมือนเป็นปริมาณที่มาก แต่ถ้าเรารับประทานเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ มื้อ โอกาสที่ร่างกายจะได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็นก็อาจเกิดขึ้นได้
          นอกจากนี้ “ฉลาดซื้อ” ยังอยากแนะนำการเลือกซื้อซอสมะเขือเทศ ว่าควรเลือกซอสที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน และเลือกซื้อโดยดูตรา อย. เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารที่อาจเป็นอันตราย เช่น สีหรือสารกันบูดที่ไม่ได้มาตรฐาน


ที่มาจาก : horapa.com

อาหารดีที่ ‘ตับ’ ต้องการ

อาหารดีที่ ‘ตับ’ ต้องการ


สำหรับผู้ที่มีปัญหาที่ตับ แพทย์จะแนะให้เลี่ยงการกินอาหารมัน ๆ ของเค็ม ของดอง ของแห้งปนเปื้อนเชื้อรา และแอลกอฮอล์ ซึ่งการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด บวกกับเติมอาหารดี ๆ ที่ช่วยบำรุงตับเข้าไปอีก ถือเป็นการชะลอความเสื่อมของตับลงได้

‘มุมสุขภาพ-กินดี’ มีสูตรเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบำรุงตับแถมบำรุงไตด้วย สูตรนี้เป็นการรวมเอาสารอาหารที่มีประโยชน์ของ แอปเปิ้ล บีตรูท และแครอต 

โดยเฉพาะบีตรูท มีสรรพคุณทำความสะอาดตับและลำไส้ตอนล่าง ดีต่อตับ ไต และระบบย่อยอาหาร กระตุ้นและบำรุงลำไส้ ขับสารพิษ ฟอกเลือด ฟอกไต เป็นเพราะมีวิตามินบี1 บี2 และบี6 รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี
 
ส่วนแครอต สามารถขจัดไขมันส่วนเกินออกจากตับ ทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมอยู่ที่ตับ เพราะผักชนิดนี้มีซัลเฟอร์ คลอรีน แคลเซียม และแมกนีเซียม ขณะที่แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดฮิตในเครื่องดื่มสุขภาพสูตรก่อน ๆ ที่เคยนำเสนอไป ก็ช่วยทำความสะอาด ขจัดสารพิษตกค้าง ทั้งที่ตับและไต 

ส่วนผสม ประกอบด้วย...
  • แอปเปิ้ลเขียว 1 ถ้วย
  • บีตรูท 1 ถ้วย
  • แครอต 1 ถ้วย
  • น้ำแร่ 1 ถ้วย
  • น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนในการทำ
ให้หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า โดยไม่ต้องปอกเปลือกหรือคว้านเอาแกนออก ส่วนบีตรูทก็หั่นเป็นชิ้นขนาดเล็ก และแครอตนำไปขูดเป็นเส้น ๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสามไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วเติมน้ำแร่ลงไป พร้อมกับคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มทันที
ขอบคุณที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์

เชื่อหรือไม่ว่า กินพะโล้ไม่เป็นหวัด??

เชื่อหรือไม่ว่า กินพะโล้ไม่เป็นหวัด??


ช่วงนี้อากาศบ้านเราไม่ร้อนมากอย่างเคย และหลายวันที่ผ่านมา ก็ยังมีลมเย็น ๆ พัดโกรกให้ตัวสั่น ๆ  ได้บ้างช่วงเช้าตรู่ 

สภาพเช่นนั้นทำให้บางคนป่วยเพราะอากาศเปลี่ยน เป็นหวัด เป็นไข้ ติดต่อไปตาม ๆ กัน 'มุมสุขภาพ-กินดี' จึงไปขอคำแนะนำจากน.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้ความว่า...

โป๊ยกั๊ก หรือจันทร์แปดกลีบ เครื่องเทศที่มีอยู่ในน้ำแกงพะโล้ น้ำซุปก๋วยจั๊บ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวแบบตุ๋นยาจีน เป็นของใกล้ตัวที่ช่วยป้องกันและบรรเทาโรคหวัดได้ 

ที่ เป็นเช่นนั้นเพราะในโป๊ยกั๊ก มีกรดซิคิมิก เป็นสารสำคัญที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสหวัด การรับประทานน้ำซุปที่มีส่วนผสมของโป๊ยกั๊กจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี แถมยังบรรเทาอาการปวด อาการชาได้ด้วย   

รู้แล้วอย่ารอช้า ใครกำลังเป็นหวัด อาหารมื้อต่อไปสั่งพะโล้มารับประทานกัน แต่ไม่ใช่จะเน้นแต่กินพะโล้เพียงเท่านั้น ต้องกินอารให้ครบทุกหมู่ และอย่าลืมดื่มน้ำอุ่น ๆ พักผ่อนนอนหลับมาก ๆ 

ขอบคุณที่มา : dailynews.co.th

ใบเหมียง ผักพื้นบ้าน ช่วยบำรุงสายตา

ใบเหมียง ผักพื้นบ้าน ช่วยบำรุงสายตา

เหมียง  เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทรงพุ่ม ลำต้นเป็นข้อ ๆ สูงประมาณ 3 – 4 เมตร ใบรูปรีปลายแหลม ยาวประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร แตกใบเป็นคู่ ๆ ใบเหมียงมีรสหวานอมขม ติดฝาดเล็กน้อย ส่วนที่นำมากินเป็นผักคือยอดและใบอ่อน เป็นผักชนิดหนึ่งที่นิยมจัดไว้ในกระจาด “ผักเหนาะ” คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จักผักเหนียงมากนัก สำหรับคนใต้แล้วถ้าพูดถึงผักเหมียงแล้วต้องบอกว่า “ร่องจังฮู้”
นอกจากเป็นผักเหนาะแล้ว ใบไม้กินได้ชนิดนี้ยังนำมาประกอบอาหารได้อีกมากมาย เช่น ต้มกะทิ แกง
กะทิ แกงส้ม แกงจืด ผัดเผ็ด ผัดวุ้นเส้น ห่อหมก และใช้ห่อเมี่ยงคำ เป็นต้น
ผักเหมียงยังเป็นใบไม้ที่มีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงมาก เบต้าแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จึงช่วยบำรุงสายตา และป้องกันโรคตาบอดกลางคืนได้ และยังมีสรรพคุณทางยา เช่น ใช้ใบเหมียงเป็นาช่วยลอกฝ้าและแก้กระหายน้ำ กินแล้วสดชื่น ที่สำคัญเป็นพืชผักที่ปลอดสารพิษ และอุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร
ที่มา  แม่บ้าน ปีที่ 32 ฉบับที่ 469 มิถุนายน 2551

บอระเพ็ด

บอระเพ็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์  Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thoms. (Tinospora rumphii Boerl., Tinospora tuberculata Beaumee)
วงศ์?  Menispermaceae
ชื่ออังกฤษ?  HEART ? LEAVED MOONSEED, BORAPHED
ชื่อท้องถิ่น?  จุ่ง จริงตัวแม่, เจตมูลย่าน, เจตมูลหนาม, จุ่งจิง (ภาคเหนือ), เครือเขาฮ่อ (หนองคาย), ตัวเจตมูลย่าน, เถาหัวดิน (สระบุรี), เจตหมุนปลูก (ภาคใต้)
บอระเพ็ด…เป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อย เถาอ่อน มีสีเขียวเรียบแต่ถ้าช่วงอายุมากขึ้นเถาจะแก่มีสีน้ำตาลอมเขียว ผิวขรุขระเป็นปุ่ม ๆ เถามีลักษณะกลมโต ขนาด 1 ? 1.5 เซนติเมตร ยางมีรสขมจัดส่วนใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ป้อม โคนใบหยักเว้าลึกเป็นรูปหัวใจปลายแหลม กว้าง 3.5 ? 10 เซนติเมตร ยาว 6 ? 13 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อบริเวณกิ่งแก่ตรงซอกใบหรือปลายกิ่งแก่ ดอกเล็กสีเหลืองอมเขียว, แดงอมชมพู, เขียวอ่อน, เหลืออ่อน ช่อดอกแบบเดี่ยว ยาว 5 ? 20 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบดอก กลีบเลี้ยง อย่างละ 6 เรามักพอบอระเพ็ดขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเบญจพรรณของประเทศไทย ชอบขึ้นบริเวณที่มีดินร่วมซุย และมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น
สรรพคุณ? ส่วนที่ใช้เป็นยารักษาโรค เริ่มตั้งแต่ ลำต้น (เถา) มีรสขมจัด สามารถนำมาปรุงเป็นยารับประทาน แก้ไข้ ขับเหงื่อ ทำให้เลือดลมเย็น ลดความอ้วนในร่างกาย แก้กระหายน้ำและแก้รอนในได้ดีมาก นอกจากนี้ยังช่วยให้เจริญอาหาร
ใบ? นำมาโขลกให้ละเอียด ใช้พอกปิดฝี แก้อาการฟกช้ำ บวม ปวดแสดปวดร้อน แก้อาการผื่นคัน ขัยพยาธิ ช่วยลดไข้
รากและเถา? นำมาตำผสมกับมะขามเปียกและเกลือ หือใส่ในยาดองเหล้า โดยรับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา จะช่วยลดไข้ เจริญอาหาร
ดอก? ช่วยรักษาโรคในปากและช่อหู ขับพยาธิ
ผลและลูก? ใช้เป็นยารักษาพิษร้ายแรง และเสมหะเป็นพิษ รักษาโรคอุจจาระเป็นเลือด รวมทั้งโรคติดเชื้อในกระแสเลือด
คนโบราณส่วนใหญ่นำบอระเพ็ดมาทำเป็นยาได้ หลายชนิด เช่น นำมาดองกับน้ำผึ้ง โดยนำเถาบอระเพ็ดหั่นเป็นท่อน ตากให้แห้ง จากนั้นบดเป็น ผงผสมกับน้ำผึ้งแท้ ปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานก่อนนอน วันละ 2 ? 4 เม็ด จะเป็นยาอายุ ? วัฒนะ อาจนำเถาที่ตากแห้งแล้ว มาบดเป็นผง ชงกับน้ำร้อนครั้งละ 1 ช้อนชา เช้า ? เย็น สามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ บางตำราให้นำรากและเถาตำผสมกับมะขามเปียกและเกลือ หรือนำมาดองเหล้ารับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ช่วยลดไข้ หรือนำมาแช่อิ่ม โดยนำบอระเพ็ดตัดเป็นท่อน ลอกเปลือกจากนั้นผ่าข้างในดึงไส้ออก แช่ในน้ำซาวข้าวใส่เกลือเล็กน้อย นำไปลวก พอให้หายขม แล้วนำไปต้มอีกครั้งเสร็จแล้วนำมาล้างด้วยน้ำเย็นจัด จึงนำไปแช่ใน น้ำเชื่อมให้อิ่มตัว เก็บไว้รับประทานได้ตลอดทั้งปี มี สรรพคุณบำรุงธาตุ
ในปัจจุบันมีการค้นพบว่าบอระเพ็ด มีประโยชน์ทางยามากมาย อาทิ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดไข้ ช่วยให้เจริญอาหร มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย ต้านเชื้อแบคทีเรีย และอื่น ๆ อีกมาก เหมือนที่คนโบราณพูดกันว่า ?หวานเป็นลม ขมเป็นยา? ซึ่งเราเห็นได้จากสมุนไพรชนิดนี้จริง ๆ
เห็นมั้ยคะว่าสรรพคุณของบอระเพ็ดนั้น สามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว คุณแม่บ้านลองหาบอระเพ็ดมาปลูกไว้ที่บ้านสักต้น สองต้นคงไม่เสียหายอะไร นอกจากช่วยเป็นยาแล้ว ยังช่วยให้คุณหายปวดหัวกับความซนของเจ้าตัวเล็กอีกด้วย ช่วยยังไงนะเหรอคะ ก็ลองให้เขาอมบอระเพ็ดสักนิดรับรองว่าขยาดไปตาม ๆ กันแน่ ๆ คะ
ขอขอบคุณ?  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มา? แม่บ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 410 กรกฎาคม 2546

มะระ…. มิตรแท้คูความขม

มะระ…. มิตรแท้คูความขม

          ขึ้นชื่อว่า ?ผัก?…โดยธรรมชาติแล้วมักจะเป็นอาหารที่ทำ ให้คนทั่วไปติดอกติดใจยากพอสมควร เมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น ๆ จำพวก เนื้อสัตว์ ไข่ ผลไม้ ขนม หรืออาหารอื่น ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสหวาน ก็คนเรานี่นะ อะไรที่มีรสหวาน ๆ ล่ะก็ ?ติด? กันง่ายนัก ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหวาน ๆ (ที่บางทีกลายเป็น ?ปากหวานกับเปรี้ยว? หรือ ?หวานลิ้นกันตาย?) หรืออาหารหวาน ๆ (ซึ่งอาจมีบทสรุปที่ โรคอ้วน, ไขมันอุดตัน หรือเบาหวาน)
          ผิดกับผัก ที่ (สำหรับคนไม่ชอบ) จะถูกมองว่าเหม็นเขียวบ้าง ไม่อร่อยบ้าง ไม่หวานบ้าง โดยเฉพาะผักบางชนิดนอกจากจะไม่มีรสหวานให้ชื่นอกชื่นใจแล้วยังขมปี๋อีกแนะ??ย่าน้อย? ว่าถ้าผักเหล่านี้มีชีวิตจิตใจ คงไม่แคล้วต้องนั่งสะอื้นน้ำตาหยดแหมะ ๆ ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าไม่มีใครเหลียวแลเป็นแน่ (เว่อร์อีกละ) ดังนั้น เดือนนี้เราจะหยิบเอาเรื่องราวของผักที่มีรสขมทะลุลวงใจอย่าง ?มะระ? มาเล่าสู่กันฟัง
          ก่อนอื่นขอเล่าประสบการณ์การ ?หัด? กินผักที่มีรสขมของ ?ย่าน้อย? มาเล่าหน่อยนะคะ ครอบครัว (ใหญ่ ๆ) ของ ?ย่าน้อย?จะกินผักเก่งกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผักกรอบ ๆ ผักเหนียว ๆ ผักหวาน ๆ หรือผักขม ๆ ทุกคนในบ้านกินได้หมด ไม่ว่าจะมาในฐานะ ?พระเอก? อย่างแกงขี้เหล็ก น้ำพริกผักลวก (หรือผักสด) หรือมาในฐานะ ?ตัวประกอบ? อย่างแกงอ่อม ปลานึ่ง ก็จะต้องมีสีเขียว ๆ ของผักเข้ามามีส่วนร่วมในทุกมื้ออาหารเสมอ ๆ เอาเป็นว่าขอให้มีสีเขียว ๆ อยู่ในจานเป็นใช้ได้ ทุกวันนี้ ?ย่าน้อย? เลยติดนิสัย คือถ้ากินน้ำพริกแล้วไม่มีผัก ?ย่าน้อย? จะกินไม่เป็น ! บางมื้อที่อาหารเป็นไข่เจียว ปลาปิ้ง ปลาทอด ?ย่าน้อย? ยังต้องวิ่งหาผักบุ้ง ผักกาด หรือผักอื่น ๆ ที่มีอยู่ในครัวมาแกล้มเลย ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ มีหัวหอมหรือต้นหอมก็ยังดี!
          สำหรับผักที่มีรสขมนั้น เมื่อยังเด็กประมาณสัก 4 ? 5 ขวบ ?ย่าน้อย? ก็เห็นพ่อ แม่ พี่ ๆ กินกัน (อย่างเมามัน) ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นยอดมะระขี้นก สะเดา (ทั้งยอดและดอก) ขี้เหล็ก หรือผักที่ทั้งขมและเฝื่อนสุดบรรยายอย่างผัดกาดเขียวปลี พอ ?ย่าน้อย? ลอง กินดูบ้างโดยเริ่มจากสะเดา คือหยิบเอาดอกเดียวมาแตะ ๆ ลิ้นดู ปรากฏว่าขมปี๋ เลยปาทิ้งแทบจะทันที พี่ชายเลยบอกเคล็ดลับว่า ?อย่ากินทะลดอกอย่างนั้น มันจะขม ต้องกินทั้งก้านแบบนี้? … ว่าแล้วก็สาธิตเสร็จสรรพ โดยรูดดอกสะเดาซึ่งลวกมาสด ๆ ร้อน ๆ นั้นเข้าปากเลยทั้งกิ่ง ?ย่าน้อย? เลยเอามั่ง ลงมือรูดสะเดาเข้าปากทันทีเหมือนกันแล้วเคี้ยว ๆ? ๆ ๆ ทันที (แนะนำว่าเคี้ยวไปเลยอย่าคิดอะไรมาก!!) เออ! ก็เข้าทีนะคะ พอมีพรรคพวกของความขมเขาไปรวมอยู่ในปากเยอะ ๆ แล้วรสชาติเลยออกมัน ๆ ไปเลยค่ะ!! และผักอื่น ๆ ที่มีรสขมอย่างนี้ ?ย่าน้อย? ก็เลยใช้วิธีเดียวกันนี่แหละค่ะ (คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกกินผักจะเอาวิธีนี้มาใช้ก็ได้นะคะ หวังว่าคงจะไม่ดูซาดิสม์จนเกินไป!!
          มาพูดถึงมะระกันบ้าง รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของมะระก็คือ ความขม ซึ่งกระจายอยู่ทุกส่วนของผักชนิดนี้ ทั้งใบ ยอด และผล มะระมี 2 ชนิดคือ มะระจีนและมะระขี้นกหรือมะระไทย ซึ่งต่างกันที่ มะระจีนจะ มีผลขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน ผลลักษณะอวบยาวเล็กน้อย จึงนิยมบริโภคกันมาก โดยนำผลไปทำอาหาร เช่น ต้มจืดมะระหมูสับ มะระยัดไส้ แกงคั่ว ผัดเผ็ด ผัดไข่ ลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริก ส่วนมะระชนิดที่สองคือ มะระขี้นก มีผลขนาดเล็ก ผลอ่อนสีเขียวเข้ม เมื่อแก่จัดจะเป็นสีส้มแดง ผิวขรุขระเป็นปุ่มแหลม เนื้อบาง มีรสขมมากนิยม นำผลอ่อนมาลวกจิ้มน้ำพริก ส่วนยอดนำไปเป็นผักประกอบในการปรุงอาหารประเภทแกงอ่อม หรือสามารถนำยอดมาลวกจิ้มน้ำพริกก็อร่อยสะใจผู้ที่โปรดปรานความขมได้สุด ฤทธิ์เหมือนกัน
          สำนวนที่ว่า ?หวานเป็นลม ขมเป็นยา? สำหรับผักอย่างมะระแล้วถือว่าตรงสุด ๆ เพราะในความขมสุดขั้วของมันนั้น เป็นความขมที่มาพร้อมสารอาหารมากมาย และสรรพคุณทางยาอีกบานตะไท เป็นต้นว่า มะระขี้นกมีฤทธิ์ทางเภสัทยา คือช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านเชื้อ HIV และยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ส่วนสรรพคุณตามตำรายาไทยก็คือ ช่วยเจริญอาหาร รักษาเบาหวาน ใช้ผลโตเต็มที่หั่นเนื้อตากแห้ง ชงน้ำรับประทานต่างน้ำชา แก้ไข้ ผลต้มเอาน้ำดื่มแก้ไข้ หรือดื่มน้ำคั้นจากผลแก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย และน้ำคั้นจากผลยังใช้อมเพื่อบำรุงระดู หรือใช้ผลตำพอกฝีฝี แก้ปวด แก้ปวดได้
          ส่วนมะระจีน มีสารอาหารเช่นคาร์โบไฮโดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1? วิตามินบี 2 วิตามินซี มีสารรสขมและสารลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้กี่ พี-อินซูลิน วิธีใช้ คือ นำใบมาต้มดื่ม แก้ไข้หวัด บำรุงน้ำดีดับพิษฝี แก้ปากเปื่อย แก้ตับม้ามพิการ แก้อักเสบ ฟกช้ำบวม ใช้ทาภายนอกแก้ผิวแห้งลดอาการระคายเคือง อังกเสบ ผลสุกมีซาโปนินไม่ควรกิน จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ โดยรวมแล้ว มะระมีสรรถคุณเป็นยารสเย็น บรรเทาอาการร้อนใน แก้อักเสบ เจ็บคอ สำหรับคนที่เป็นงูสวัด คั้นน้ำมะระผสมน้ำส้มสายชูทาบริเวณที่เป็นอาการจะดีขึ้น ถ้ากินเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่องจะสามารถลดอาการเบาหวานได้ เมล็ดรสขมจัด ใช้ขับพยาธิตัวกลม ส่วนรากก็ให้ตมดื่ม ไขรักษาโรคริดสีดวงทวาร
          มาถึงเมธนอาการจาก ?มะระ? ที่จะนำเสนอในฉบับนี้กันบ้าง ?มะระตุ๋นซี่โครงหมู? ถือเป็นอาหารยอดนิยมอีกเมนูหนึ่ง ที่นอกจากจะอร่อยชดคล่องคอแล้วยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาการมากมายอีกด้วย มาดูสูตรกันเลย
ที่มา : แม่บ้าน ปีที่ 31 ฉบับที่ 456 พฤษภาคม 2550

สูตรผิวสวย ลดปัญหาจุดด่างดำ

สูตรผิวสวย ลดปัญหาจุดด่างดำ

พระเอกของสูตรเด็ดวันนี้คือ "องุ่น" เริ่มจากเตรียมองุ่นเขียวประมาณ 4-5 เม็ด, โยเกิร์ต 2 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นนำองุ่นมาผ่าเอาเมล็ดออก แล้วนำไปบดให้ละเอียดใส่โยเกิร์ตและน้ำผึ้งตามลงไป คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น 

เพียง เท่านี้ใบหน้าก็จะสวยใสไร้จุดด่างดำแล้ว แต่สูตรนี้จะเห็นผลก็ต่อเมื่อทำบ่อย ๆ อาจจะทุก 2-3 วัน ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 15 วัน จะเห็นผลดีที่สุด
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

อาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล

อาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล

- รับประทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ ป้องกันการจับตัวของเกร็ดเลือด ช่วยลดความดันโลหิต 

- รับประทานถั่วเมล็ดแห้งสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ช่วยลดแอลดีแอลคอเลสเตอรอล 

- รับประทานผักในตระกูลครูซิเฟอรัสทุกวัน ได้แก่ ผักคะน้า บร็อคโคลี ดอกกระหล่ำ แขนงผัก กะหล่ำปลี ผักกวางตุ้ง เป็นต้น 

- รับประทานผักที่มีสีสันต่างๆ และผลไม้ให้หลากหลายทุกวัน 

- รับประทานผลิตภัณฑ์ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสีทุกวัน เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เส้นหมี่ข้าวกล้อง ฯลฯ 

- ใช้น้ำมันเหล่านี้ในการทำอาหาร ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว 

- รับประทานผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนยหรือนมขาดไขมันแทนผลิตภัณฑ์นมเต็มไขมัน 

- ควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ไม่เกินวันละ 200 กรัม 

- รับประทานกระเทียมสดวันละ 1-11/2 หัว 

เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้คอเลสเตอรอลในร่างกายลดลงได้.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ดื่มลดอ้วน ไม่กระทบโหวเฮ้ง

ดื่มลดอ้วน ไม่กระทบโหวเฮ้ง

โดยความเชื่อของชาวจีน บอกเอาไว้ว่า หากลดความอ้วนไม่ถูกวิธี จนผอมเกร็งเกินไป จะเป็นการกระตุ้นพลัง หยาง หรือพลังเพศชายมากเกินไป ส่งผลให้เป็นคนไฮเปอร์แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเซื่องซึมเหนื่อยอ่อนสลับกันไป ยิ่งถ้าใครกินยาลดน้ำหนัก พาลให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด ทำโชคลาภหลุดมือ เครียดแล้วก็ไม่มีทางเฮง 

ดังนั้นการลดน้ำหนักแบบที่ไม่กระเทือนโหวเฮ้ง มีอยู่ด้วยกัน 2 หลักใหญ่ ๆ คือ ออกกำลังกายให้พอดี และดื่มน้ำมาก ๆ 

โดย เฉพาะการดื่มน้ำจะช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารอย่างเหมาะสม น้ำจะแทรกตัวอยู่ในเซลล์ ช่วยให้ผิวเต่งตึง เมื่อสามารถลดน้ำหนักจนไขมันใต้ผิวหนังลดลง ผิวก็ยังมีน้ำอยู่ แถมยังเปล่งปลั่ง และเนียนละเอียดอีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม กินดี ยังมีสูตรเครื่องดื่มสุขภาพช่วยลดและควบคุมน้ำหนัก เผาผลาญพลังงานส่วนเกิน มาแนะนำให้คุณผู้อ่านกำลังไดเอ็ท ที่อาศัย มะนาว สรรพคุณทำความสะอาดร่างกาย องุ่นเขียว เพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการเผาผลาญอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนัก 

สำหรับเครื่องดื่มลดอ้วน ให้เตรียมส่วนผสมตามสัดส่วนต่อไปนี้...

มะนาว 3 ผล 
องุ่นเขียว 1 ถ้วย 
น้ำแร่ 1 ถ้วย 
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย 

ส่วน วิธีทำ เริ่มจากขั้นมะนาวเอาแต่น้ำ องุ่นเขียวผ่าครึ่งไม่ต้องเอาเมล็ดออก จากนั้นนำองุ่นไปสกัดเอาแต่น้ำ เมื่อได้น้ำองุ่นแล้วให้เติมน้ำมะนาวผสมเข้าไป เจือจางความเข้มข้นด้วยน้ำแร่ คนให้เข้ากัน เติมน้ำแข็งดื่มทันที. 

takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ชอบทานสาหร่ายทะเลต้องระวัง

ชอบทานสาหร่ายทะเลต้องระวัง

ในรอบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ "สาหร่ายทะเลแห้ง" เป็น สินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากประชาชนคนไทยค่อนข้างมาก เพราะเป็นแหล่งอาหารที่มีไอโอดีนและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายใน ปริมาณสูง สาหร่ายทะเลแห้งที่จำหน่ายในท้องตลาด มีการปรุงแต่งรส และกลิ่นให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น เป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในวันนี้ สาหร่ายทะเลแห้งกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากตรวจพบการปนเปื้อนที่มีนัยสำคัญทางสถิติและอาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อผู้รับประทาน

ในเรื่องนี้ ทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่า สถาบันอาหารได้ตรวจสอบพบในตัวอย่างที่สุ่มมาตรวจมีสารแคดเมียมปนเปื้อนเกิน 2 มก./กก. ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่หลายประเทศกำหนดไว้ โดยปกติสาหร่ายทะเลจัดเป็นพืชที่มีขีดความสามารถในการดูดซับสารที่อยู่ใน ทะเลได้มาก ดังนั้น หากบริเวณที่สาหร่ายทะเลขึ้นอยู่มีสารปนเปื้อนที่เป็นพิษสูง สาหร่ายก็จะดูดซับสารเหล่านั้นเข้ามาไว้ เมื่อนำมาบริโภคก็จะเข้าไปในร่างกายมนุษย์ได้ แต่คนไทยไม่ได้บริโภคสาหร่ายทะเลเป็นอาหารหลักเหมือนกับญี่ปุ่น หรือ จีน และไม่ได้บริโภคกันในปริมาณมากนัก เพื่อ ความปลอดภัยกับผู้บริโภค จึงควรรับประทานสาหร่ายแห้งในปริมาณที่ไม่มาก และติดต่อกันนานเกินไป รวมทั้งต้องบริโภคอาหารอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกาย และลดโอกาสในการได้รับสารพิษจากสาหร่ายทะเลแห้งเพราะแคดเมียมเป็นสารที่ร่าง กายสามารถขับออกมาได้ตามธรรมชาติ"

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ แต่ละประเทศจะมีมาตรฐานของการปนเปื้อนสารแคดเมียมในปริมาณที่แตกต่างกัน เแต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับไม่เกิน 2 มก./กก. ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนของแคดเมียมในอาหารไว้แน่ชัด แต่ได้กำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนในน้ำดื่มว่า หากเป็นน้ำตามแหล่งธรรมชาติจะกำหนดไม่ให้เกิน 0.003 พีพีเอ็ม และหากเป็นน้ำดื่มบรรจุขวดจะต้องไม่เกิน 0.005 พีพีเอ็ม

จากเรื่องสาหร่ายทะเลแห้ง ก็มาถึงเรื่องความปลอดภัยในอาหารการกินอื่น ๆ กันบ้าง เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง และที่ผ่านมารัฐบาลก็ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการปนเปื้อนน้อยลงลดลง โดยในกลุ่มอาหารสด เช่น สารเร่งเนื้อแดง สารฟอกสี สารกันรา บอแรกซ์ ฟอร์มาลิน และสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช ปัจจุบันนี้ ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่า เนื้อสัตว์และพืชผักทั้งหลายที่จำหน่ายตามท้องตลาดมีความปลอดภัยต่อการ บริโภคมากน้อยเพียงใด

มีการปนเปื้อนจากสารเคมีหรือไม่ อย่างไร ทางที่ดีจึงต้องใช้แนวทางของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยหันมาลดความเสี่ยงและป้องกันตนเองเลือกกินผักผลไม้พื้นบ้านในท้องถิ่นตาม ฤดูกาล รวมทั้งช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าจะปลอดภัยที่สุด

ขอบคุณที่มา : สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา

แด่...คนไม่ชอบผัก

แด่...คนไม่ชอบผัก

          ค้นหาผักที่คุณชอบ           ในโลกนี้มีผักอยู่หลากหลายชนิด ลองค่อย ๆ ค้นหาผักที่คุณชื่นชอบดูไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผักดอง แช่แข็ง หรือ แม้กระทั่งบรรจุในกระป๋อง (แม้ว่าผักกระป๋องจะให้สารอาหารเทียบไม่ได้กับผักสด หรือแช่แข็ง แต่พวกมันก็ยังดีกว่าชี สเบอร์เกอร์) ผักแต่ละชนิดต่างก็มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป ดังนั้น หยุดวิตกเรื่องที่คุณไม่ทานผักชนิดที่คนอื่น นิยมกัน คุณสามารถเลือกในสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องไปผูกติดอยู่กับใคร แต่สิ่งสำคัญสำหรับข้อนี้ก็คือ คุณต้องเป็นคนที่ชอบ หรือกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ ค่ะ

          เมนูสลัดแสนอร่อย
          การนำผักหลาย ๆ ชนิดมาผสมผสานเป็นเมนูสลัด ไม่เพียงช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ตัวคุณเองยัง ไม่ต้องกล้ำกลืนทานแต่ผักชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยค่ะ แต่การซื้อผักหลากหลายชนิดเพื่อทำเมนูสลัดสำหรับคน ๆ เดียวอาจ จะดูยุ่งยากเกินไปสักหน่อย ถ้ายังไงลองหาซื้อสลัดที่ทำเป็นชุดสำเร็จรูปสำหรับทานคนเดียว หรือจะไปที่สลัดบาร์ตาม ศูนย์การค้า ที่สามารถเลือกผักแค่ในปริมาณที่เราจะทานค่ะ

          รู้จักดัดแปลง
          คุณไม่จำเป็นต้องทานแต่ผักดิบ ลองนำผักหลาย ๆ ชนิดมาดัดแปลงเป็นอาหารประเภทต่าง ๆ ดูบ้างค่ะ เช่น นำมา ทานซุป สตูว์ หรือปรุงเป็นซอสราดสปาเกตตี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ถึงจะมีผักหลายชนิดปนเปกันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถแยก แยะรสชาติออกมาเป็นอย่าง ๆ ได้ หรือถ้าจำเป็นต้องทานผักชนิดเดียว ก็ลองให้ปรุงด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เช่น ลวก ต้ม นึ่ง ผัด อบด้วยไมโครเวฟ ซึ่งจะให้รสชาติไม่ซ้ำซากจำเจ

         คุณอาจจะซอยผักให้มีขนาดละเอียดขึ้นแทนที่จะต้องกินแบบชิ้นโต ๆ ที่เห็นทีไรหมดความรู้สึกเจริญอาหารทุกที หรือแม้แต่การนำผักและผลไม้มาแปลงเป็นน้ำผัก และผลไม้ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวค่ะ

            เสริมด้วยผลไม้บ้าง           แม้ว่าผลไม้จะมีคุณค่าทางสาารอาหารที่พอจะทดแทนผักได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ฉะนั้น อย่าเลือกทานแต่ผลไม้ โดยหลีกเลี่ยงไม่ทานผักเลย จริง ๆ แล้วอัตราส่วนผักกับผลไม้ที่แนะนำให้ทานต่อวันเท่ากับ 4:3 แถมผักยังมีสารอาหาร และส่วนประกอบหลายอย่าง ที่คุณไม่สามารถหาทดแทนได้จากอย่างอื่นด้วยค่ะ

           เติมคุณค่าด้วยอาหารเสริม
          คุณอาจทานผักที่ถูกแปรมาในรูปของอาหารเสริมชนิดเม็ด หรือจะเป็นพวกวิตามินเสริมต่าง ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับ สารอาหาร แต่จำไว้ว่าอาหารเสริมเหล่านี้ เทียบไม่ได้กับการรับประทานผักตามธรรมชาติค่ะ

ขอบคุณที่มา : http://women.thaiza.com

ภัยน้ำอัดลม

ภัยน้ำอัดลม



ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75% มีงานวิจัยพบว่าในคน 100 คน
ที่ ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คนลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้ ดื่มน้ำวันละ 5 แก้ว ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้ 79% และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50%!

ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ ' อัดลม ' กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม

แต่ ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอน ในช่องท้ายรถ เพื่อเวลามีรถชนกันสามารถเอา ' อัดลม ' ล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลาถ้าเราเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน 2 วัน
- รินโค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วชักโครก กรดซิตริกในโค้ก จะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชนชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบโค้ก ขัดสนิมจะออกหมด
- ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำอันลม ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด
- ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย
- ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล
- การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติโค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด
-ท่าน สามารถผสมน้อัดลมลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด

เวลาขนย้ายหัวเชื้อน้ำอัดลมเข้มข้น เพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า ' มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย '

บริษัทขายน้ำอัดลม! ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว

ท่านยังอยากดื่ม โค้ก หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง

แปลโดย ศ.กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์
หน่วยงาน : ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
วันที่ลงบทความ 21 เม.ย. 45

ประเภทของน้ำอัดลม

ประเภทของน้ำอัดลม

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับน้ำอัดลมน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมประเภทหนึ่งเนื่องจากมีรสชาติอันยอดเยี่ยม แถมยังรสหวาน
ซาบซ่า ในที่นี้จะกล่าวถึงประเภทและส่วนประกอบภายในน้ำอัดลมกันก่อน
ถ้าแบ่งน้ำอัดลมตามลักษณะเฉพาะของสีและกลิ่น ที่มีจำหน่ายทั้งแบบบรรจุขวดและแบบกระป๋อง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 เป็นน้ำอัดลมรสโคล่า น้ำอัดลมประเภทนี้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อโคล่าซึ่งมี
คาเฟอีนที่สกัดจากส่วนใบของต้นโคคาผสมอยู่ด้วย ปริมาณคาเฟอีนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด
ของน้ำอัดลมที่แตกต่างกันไป สำหรับสีน้ำตาลเข้มที่เป็นที่มาของสีน้ำดำหรือสีโคล่านั้น ส่วนใหญ่
แล้วจะมาจากสีผสมอาหารที่เป็นสีน้ำตาลไหม้
ประเภทที่ 2 เป็นน้ำอัดลมที่ไม่ใช่โคล่า ได้แก่ น้ำอัดลมที่ปรุงแต่งกลิ่นรสเลียนแบบน้ำผลไม้
เช่น ส้ม มะนาว หรือองุ่น น้ำหวานอัดลมพวกน้ำเขียว น้ำแดง และน้ำอัดลมที่สีเหมือนโคล่าแต่ไม่ใช่
คือ รู้ทเบียร์ น้ำอัดลมเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีคาเฟอีน เนื่องจากไม่ได้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อชนิด
โคล่า อย่างไรก็ตามอาจมีการเติมคาเฟอีนสกัดเล็กน้อยในส่วนผสม เพื่อให้ได้ฤทธิ์กระตุ้นของคาเฟอีน
ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปล่าเมื่อดื่มด้วย
ส่วนประกอบของน้ำอัดลม
ส่วนประกอบของน้ำอัดลม มีดังนี้
1. ส่วนประกอบหลักแน่นอนที่สุดก็คือ น้ำ น้ำนี้ได้มาจากการนำน้ำบาดาลมาผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน จากนั้นก็จะมีการเติมส่วนประกอบตัวที่ 2 ลงไป
2. ส่วนประกอบตัวที่ 2 ก็คือ สารให้ความหวาน ซึ่งสารนี้ก็คือ น้ำตาลทรายหรือซูโครส นั่นเอง หรือในน้ำอัดลมบางชนิดจะมีการผสมน้ำตาลเทียมชนิดที่ใช้ใส่ในน้ำอัดลมคือ แอสปาร์แทม ลงไปแอสปาร์แทมเป็นกรดอะมิโนที่สามารถรับประทานได้แต่ต้องไม่มากเกินไปการ ผลิตน้ำอัดลมชนิดธรรมดาจะใช้น้ำตาลทรายเพียงอย่างเดียว นำมาผสมน้ำ แล้วต้มทำเป็นน้ำเชื่อมและกรอง ปัจจุบันมีการใช้สารให้ความหวานตัวอื่นเพิ่มมาอีก เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด และน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง เป็นต้น จากนั้นจะมีการเติมส่วนประกอบตัวที่ 3 ลงไป
3. ส่วนประกอบตัวที่ 3 คือ สารปรุงแต่ง หรือที่เรียกกันว่า หัวน้ำเชื้อ จะเป็นส่วนผสมของสารที่ให้สีและกลิ่น จากนั้นก็ทำให้ของผสมทั้งหมดเย็นลงเพื่อทำการเติมส่วนประกอบตัวที่ 4 ลงไป
4. ส่วนประกอบตัวที่ 4 เป็นตัวที่ทำให้น้ำอัดลมมีชื่อว่าน้ำอัดลมสมชื่อ แต่จริง ๆ น่าจะชื่อว่า น้ำอัดแก๊สมากกว่า เนื่องจากส่วนประกอบตัวที่ 4 นี้ก็คือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) นั่นเอง โดยจะนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อัดลงในส่วนประกอบทั้ง 3 ที่ผสมไว้ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างน้ำกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะต้องใช้ ความดันสูงหรือใช้การอัด
ให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ ได้ เนื่องจากในสภาวะความดันปกติ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำเลย ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานี้คือจะได้กรดคาร์บอนิกเป็นองค์ประกอบ โดยกรดคาร์บอนิกจะทำให้น้ำอัดลมซ่า และมีฟอง แต่กรด คาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสามารถสลายตัวได้ง่ายในภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น จะสังเกตได้ว่าถ้าเราตั้งน้ำอัดลมทิ้งไว้นาน ๆ รสชาติของน้ำอัดลมจะเปลี่ยนไปและไม่มีฟอง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือจะได้น้ำกับแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อเราเปิดขวดน้ำอัดลมออก ความดันที่สูงในขวดน้ำอัดลมก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการเกิดฟองนั่นเอง ดังนั้นก่อนรับประทานน้ำอัดลมจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดันหรือให้ความ เย็น
5. ถ้าเราลองดูส่วนผสมของน้ำอัดลมจากข้างขวดหรือข้างกระป๋องดู จะพบว่าหนึ่งในส่วนผสมนั้นคือ เอทิลีนไกลคอล สารตัวนี้เป็นตัวทำให้น้ำอัดลมเย็นจัดและช่วยป้องกันการแข็งตัวที่อุณหภูมิ0 องศาเซลเซียส เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเราจะนำน้ำอัดลมไปแช่เย็นก่อนจะนำมารับประทาน เอทิลีน- ไกลคอลนี้ก็จะช่วยให้น้ำอัดลมไม่แข็งตัวที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส โดยจะทำให้น้ำอัดลมแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่านั้น คือประมาณ -4 หรือ -5 องศาเซลเซียส
6. ส่วนประกอบตัวที่ 6 คือ คาเฟอีน คาเฟอีนไม่ได้มีเฉพาะในกาแฟ หรือในเครื่องดื่มบำรุงกำลังเท่านั้น แต่ยังมีในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเม็ดโคล่าด้วย คาเฟอีนเป็นสารที่มีกลิ่นหอม และเป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง ปริมาณคาเฟอีนโดยทั่วไปจะมี 3 ระดับ คือ
- ระดับต่ำ มีปริมาณคาเฟอีน 50-200 มิลลิกรัม เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้สดชื่น และไม่ง่วง
- ระดับปานกลาง มีปริมาณคาเฟอีน 200-500 มิลลิกรัม เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้ปวดศีรษะกระวนกระวาย และนอนไม่หลับ
- ระดับสูง มีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 1000 มิลลิกรัม เมื่อได้รับเข้าไปจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ใจ สั่น เบื่ออาหาร และทำให้เกิด คาเฟอีนนิซึม ได้ ปริมาณคาเฟอีนในน้ำอัดลมจะอยู่ในระดับต่ำต่อกระป๋องหรือต่อขวด ดังนั้นเมื่อได้รับประทาน
เข้าไปจึงทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป
7. ส่วนประกอบต่อไป คือ วัตถุกันเสียหรือสารกันบูด ใส่เข้าไปเพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน
8. ส่วนประกอบอื่น ๆ ในน้ำอัดลม เช่น กรดซิตริกและกรดฟอสฟอริก เป็นกรดค่อนข้างแรง จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้การตรวจสอบหาส่วนประกอบในน้ำอัด ลม
มีตัวอย่างวิธีการตรวจสอบดังนี้1. ตรวจสอบหาคาร์โบไฮเดรตหรือสารประเภทแป้งในน้ำอัดลม โดยใช้สารละลายไอโอดีน จาก
การตรวจสอบพบว่า น้ำอัดลมไม่มีสารประเภทแป้ง เนื่องจากไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีน
2. ตรวจสอบหาคาร์โบไฮเดรตหรือสารประเภทน้ำตาลในน้ำอัดลม โดยใช้สารละลายเบเนดิกต์ จาก
การตรวจสอบพบว่า น้ำอัดลมไม่มีส่วนประกอบของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
3. ตรวจสอบหาโปรตีนในน้ำอัดลม โดยใช้สารละลายไบยูเรต จากการตรวจสอบพบว่า น้ำอัดลมไม่
มีสารประเภทโปรตีน เนื่องจากไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายไบยูเรต
4. ตรวจสอบหากรดคาร์บอนิกในน้ำอัดลม โดยใส่หินปูนลงไปในน้ำอัดลม จากการตรวจสอบ
พบว่า ในน้ำอัดลมมีกรดคาร์บอนิกเนื่องจากสามารถกัดกร่อนหินปูนได้
สมบัติทั่วไปของน้ำอัดลม
ค่า pH หรือค่าความเป็นกรด – เบสของน้ำอัดลมมีค่าประมาณ 3.4 ค่า pH ระดับนี้ แสดงว่า
น้ำอัดลมมีสมบัติเป็นกรด ซึ่งสามารถทำให้กระดูกและฟันผุกร่อนได้
ผลของการบริโภคน้ำอัดลมต่อร่างกาย
1. บางคนที่ชอบดื่มน้ำอัดลมหลังอาหาร จะเกิดผลต่อร่างกาย คือเนื่องจากเอนไซม์ย่อยอาหารจะ
ทำงานได้ดีที่ระดับอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิของน้ำอัดลมแช่เย็นจะต่ำกว่านี้มาก ซึ่ง
ความเย็นขนาดนี้จะทำให้เอนไซม์เจือจาง และระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ อาหารที่เราทาน
เข้าไปก็จะไม่ถูกย่อย และยังหมักหมมจนเกิดแก๊สและของเสียที่จะกลายเป็นพิษต่อร่างกายได้
2. ถ้าดื่มน้ำอัดลมในเวลาที่ใกล้จะถึงเวลารับประทานอาหาร หรือในระหว่างรับประทานอาหาร จะ
ทำให้อิ่มและทานอาหารได้น้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติได้
3. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดในน้ำอัดลมที่เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก เป็นกรดที่ทำให้เกิดการ
อักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจเกิดอาการปวดท้อง ทำให้ท้องอืด และปวดท้องเนื่องจากเกิด
แก๊สในกระเพาะอาหาร และจากสภาวะที่เป็นกรดของน้ำอัดลมทำให้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรค
กระเพาะอาหารด้วย ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม
4. น้ำอัดลมมีรสหวานของน้ำตาล ถ้าดื่มมากจะเกิดการสะสม ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ และรสหวนยัง
จะทำให้ติดได้ง่าย ดังนั้นถ้าดื่มน้ำอัดลมมากและรับประทานอาหารอื่นน้อย จะทำให้ขาดสมดุล
ทางโภชนาการ ที่สำคัญคือ ในเด็กถ้าปล่อยให้ดื่มแต่น้ำอัดลมโดยไม่ได้ดูแลให้รับประทานอาหาร
ให้ครบตามหลักโภชนาการและครบตามหมู่ อาจทำให้เด็กขาดสารอาหารได้ และความหวานของ
น้ำอัดลมจะเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้ฟันผุได้
5. คาเฟอีนในน้ำอัดลม เป็นสารกระตุ้นประสาทที่ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำ
ให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง แต่ต้องได้รับในปริมาณน้อยเท่านั้น และคาเฟอีนมี
ผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสสูญเสียแคลเซียมจากร่างกาย และ
ผลจากฟอสเฟตสูงในน้ำอัดลม ทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำลงได้อีกด้วย
การบริโภคน้ำอัดลมที่ถูกต้องจากที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นโทษจากการดื่มน้ำอัดลม แต่ปัจจุบันก็ยังมีการผลิต
น้ำอัดลมอยู่ เนื่องจากจริงๆ แล้วน้ำอัดลมก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างคือ ให้ความสดชื่นแก่ร่างกาย ดื่มแล้ว
จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา เนื่องจากในน้ำอัดลมมี
คาเฟอีนสกัดปริมาณเล็กน้อยผสมอยู่ และที่สำคัญน้ำอัดลมยังให้พลังงานแก่ร่างกายเนื่องจากใน
น้ำอัดลมมีน้ำตาลอยู่ ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แต่จุดอ่อนของน้ำอัดลมก็คือได้
พลังงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีก เรียกว่าพลังงานที่ว่าง
เปล่า หรือ Empty calories ปริมาณพลังงานที่ให้ต่อ 1 หน่วยบริโภคของน้ำอัดลมบรรจุกระป๋อง ความ
จุ 325 มิลลิลิตร จะให้พลังงานประมาณ140 -250 กิโลแคลอรี ขึ้นกับปริมาณน้ำตาลที่เติมในแต่ละยี่ห้อ
ถ้า ต้องการจะดื่มน้ำอัดลมจึงควรมีการบริโภคที่ถูกต้องนั่นก็คือ หลังจากที่ดื่มน้ำอัดลมแล้ว
ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันด้วยเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันฟันผุ และไม่ควรดื่มน้ำอัดลมระหว่าง
รับประทานอาหารมื้อหลัก หรือถ้าดื่มน้ำอัดลมก็ควรดื่มในปริมาณน้อย และรับประทานอาหารให้
มากกว่าการดื่มน้ำอัดลม และที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากเกินไป ควรหันมาดื่มน้ำผลไม้
นม หรือน้ำเปล่าแทน นอกจากจะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง และมี
ประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย

ขอบคุณที่มา : http://nanapai.blogspot.com/2010/06/blog-post_19.html

สูตรอาหารลดความอ้วน

สูตรอาหารลดความอ้วน

สูตรที่ 1
สูตรอาหารไฮโซค่ะ 3 วัน 3 กก. อึม เป็นไง อ่านแล้วน่าสนใจดีไม๊คะ วันละ 1 กก. แบบนี้ 1 อาทิตย์ก็ผอมเพรียวสมใจอยาก แถมรายการอาหารยังไม่โหด เหมือนซุปผักเมื่อกี้อีกด้วย ได้ทานขนมปังอีกตะหาก สวรค์ของคนลดน้ำหนักเลยค่ะ แต่ขอบอกค่ะว่าแต่ละวันอาหารตามสูตรหายากมากกก แบบออกแนวไฮโซ บ้านๆ อย่างเราไม่ค่อยซื้อทานหรอกค่ะ สูตรมีดังนี้นะคะ
วันที่ 1
เช้า กาแฟ หรือ ชา ไม่ใส่น้ำตาลและครีมเทียม 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น (โฮลวีทได้ก็จะดีมาก)
ถั่ว baked bean 120 กรัม (ถั่วในซอสมะเขือเทศ)
ส้ม 1 ลูก
กลางวัน กาแฟ หรือชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ปลาทูน่า 120 กรัม
เย็น ถั่วฝักยาวต้ม 120 กรัม
บีทรูท หรือ แครอท ต้ม 120 กรัม
แฮมไก่ 2 แผ่น ไก่เท่านั้นนะคะ
ไอศกรีม วานิลา 1 ถ้วยเล็ก
วันที่ 2
เช้า กาแฟหรือ ชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ไข่ต้ม 1 ฟอง
กล้วยหอม 1/2ผล
กลางวัน แครกเกอร์แบบเค็ม 5 แผ่น
ชีส low fat 1 แผ่น (อาจเปลี่ยนเป็น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ)
เย็น บล๊อคโครี่ กับแครอท ต้ม อย่างละ 120 กรัม
แฮมไก่ 2 แผ่น
กล้วยหอม 1/2ผล
ไอศกรีม วานิลา 1 ถ้วยเล็ก
วันที่ 3
เช้า กาแฟหรือ ชา 1 ถ้วย
แครกเกอร์ เค็ม 5 แผ่น
ชีส low fat 1 แผ่น
แอ๊ปเปิ้ล 1 ผล
กลางวัน กาแฟหรือชา 1 ถ้วย
ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
ไข่ต้ม 1 ลูก
เย็น ดอกกะหล่ำต้ม กับ แครอท อย่างละ 120 กรัม
ทูน่า 120 กรัม
แตงไทย หรือ แคนตาลูป 1 ชิ้น
ไอศกรีมวานิลา 1 ถ้วยเล็ก
สูตรที่ 2
เห็นเค้าบอกว่าเป็นสูตรพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพฯ สูตรน่าสนใจมากค่ะ และยังบอกอีกว่าสามารถลดน้ำหนักได้ อาทิตย์ละ 9 กก. ค่ะ เห็นสูตรครั้งแรกดิฉันจดอย่างเร็วเลย ถ้าลดได้ขนาดนี้ละล่ะก็ ต่อให้ทานผิดพลาดยังไง อย่างต่ำคงลดได้ 3 กก. แหละค่ะ อาหารก็หาง่ายๆ เหมือนเราทานทุกวันนี่ล่ะค่ะ
วันที่ 1
เช้า…น้ำผลไม้คั้นหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน… ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น… สลัดผัก
วันที่ 2
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน…ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น…โยเกิร์ต 1 ถ้วย
วันที่ 3
เช้า… กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย หรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน… เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (เนื้อ,หมู)
เย็น… สับปะรด 1 ชิ้น
วันที่ 4
เช้า…น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน… สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น…โยเกิร์ต 1 ถ้วย
วันที่ 5
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน… ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น… สลัดผัก
วันที่ 6
เช้า… น้ำผลไม้คั้นหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน… ปลานึ่งหรือปลาเผาไม่จำกัด
เย็น… นมสด 1 แก้ว(พร่องมันเนย)
วันที่ 7
เช้า… ข้าว 1 ทัพพีและเนื้อ 1 ชิ้นหรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน… เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม(เนื้อ,หมู)
เย็น… สับปะรด 1 ชิ้น

ขอบคุณที่มา : http://food-recipes.vzazaa.com