วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

ถั่วเหลือง อาหารอายุวัฒนะ

ถั่วเหลือง อาหารอายุวัฒนะ

ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ ไวตามิน และสารอาหารนานาชนิดที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าล้ำเลิศแล้ว ยังเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้นานาชนิด โดยเฉพาะชาวจีนโบราณไม่เพียงแต่รู้จักใช้ถั่วเหลืองไว้สำหรับเป็นอาหารเท่า นั้น แต่ยังรู้จักใช้เป็นอาหารสมุนไพรรักษาโรคนานาชนิดอีกด้วย 

        ตามตำรับยาจีนถือว่านมถั่วเหลืองมีคุณสมบัติพื้นฐานสามประการ
          - เสริมพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง
          - ช่วยส่งเสริมการย่อยอาหาร มีผลต่อการขับถ่าย
          - ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง ซึ่งจะเป็นผลต่อการรักษาโรคผิวหนังและโรคอื่นๆ หลายชนิด
         ร่างกายคนเราต้องการสารอาหารเพื่อมาบำรุงเลี้ยงหลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในจำนวนสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นคือโปรตีน เนื้อเยื่อต่างๆ ของคนเราส่วนใหญ่แล้วถูกสร้างขึ้นมาจากโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สร้างความเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

         นักโภชนาการต่างก็ทราบดีว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์นั้นมีสารที่เป็นพิษ ต่อร่างกายอยู่มากมาย เช่น คอเลสเตอรอล กรดยูริก ถั่วเหลืองจึงเป็นทางออกสำหรับการได้รับโปรตีนโดยไม่ต้องบริโภคเนื้อสัตว์ และยังมีการค้นพบอีกว่าปริมาณโปรตีนถั่วเหลืองนั้นมีมากกว่าในเนื้อสัตว์ถึง 2 เท่าอีกด้วย
         นอกจากนี้ในถั่วเหลืองยังมีเลซิทิน อันมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบการเสริมสร้างและเผาผลาญในร่างกายให้เป็นไป อย่างเหมาะสม จึงสามารถช่วยคุมน้ำหนักตัว ช่วยบำรุงรัษา ซ่อมแซมเสริมสร้าง และขจัดส่วนเกินหรือสารพิษต่างๆ ให้ออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้เลซิทีนยังช่วยบำรุงเลี้ยงสมองและเซลล์ประสาท ทำให้มีประสิทธิภาพในการจำ ลดความเครียด ทำให้ต่อมไร้ท่อต่างๆ ผลิตฮอร์โมนอย่างสมดุล สร้างเนื้อเยื่อที่เกิดใหม่อย่างแข็งแรง ช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตและการหายใจ เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ทำให้บาดแผลหายเร็ว หากเกิดความอ่อนเพลียหรือขาดพลังงาน เลซิทีนจะช่วยเชยพลังงานที่สูญเสียไป ช่วยให้มีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอบคุณที่มา : http://women.thaiza.com

นมวัวกับนมถั่วเหลือง ต่างกันอย่างไร

นมวัวกับนมถั่วเหลือง ต่างกันอย่างไร

       ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะ ได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่ คุณภาพ โปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่า โปรตีนจากถั่วเหลือง ที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถ เสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการ เติมเครื่องต่างๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดง ลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น  พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่าคือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะ ได้พลังงานทั้งหมดพอๆ กันแม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียม ที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า
      เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการ ให้สมบูรณ์มากขึ้น
       สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำ ให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความ ต้องการของร่างกายในสภาวะนั้นๆ

ขอบคุณที่มา : http://women.thaiza.com

ความจริงเกี่ยวกับขนมปังโฮลวีท

ความจริงเกี่ยวกับขนมปังโฮลวีท


          จากการสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Dietetic Association ระบุว่า สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือ เราจะหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากธัญพืชทั้งเมล็ดนี้ได้อย่างไร บางทีอาจเป็นเพราะคำที่ใช้อย่างเช่น มัลติเกรน หรือ วีท (ข้าวสาลี) ทำให้เราสับสนวิธีเดียวที่เราจะทราบได้ก็คือ ต้องอ่านส่วนประกอบบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เองเลย 

         วิคกี้ โคนิค โภชาการจดทะเบียนกล่าวว่า "ชนิดที่มีธัญพืชที่ไม่ขัดสีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถือว่าดีที่สุด" ตัวอย่างเช่น เมื่อจะซื้อขนมปัง ส่วนผสมอย่างแรกควรเป็นแป้งโฮลวีท หาก คุณพบคำว่า "แป้งข้าวสี" (wheat flour) หรือ "แป้งสาลีไม่ฟอกสีเติมสารอาหาร" (unbleached enriched wheat flour) แปลว่าขนมปังนั้นทำมาจากธัญพืชที่ผ่านการขัดสีและผ่านกระบวนการ ซึ่งเป็นการนำเอาสารอาหารที่มีประโยชน์ออกไปแล้ว นอกจากนี้คุณยังอาจตรวจสอบปริมาณไฟเบอร์ในนั้นได้ โดยผลิตภัณฑ์จากธัญพืชไม่ผ่านการขัดสีมักมีไฟเบอร์อย่างน้อย 2.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (serving)

         จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุ ว่า ในแต่ละวันคุณควรบริโภคธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ในขนาดหน่วยบริโภคหนึ่งออนซ์ (เช่น ขนมปังโฮลวีทหนึ่งแผ่น, ซีเรียลหนึ่งถ้วย, ข้าวกล้องหุงแล้วครึ่งถ้วย, หรือพาสต้าแบบโฮลเกรนครึ่งถ้วย) วันละสามครั้ง จึงจะดีต่อสุขภาพอีกด้วย

ขอบคุณที่มา : http://women.thaiza.com

กินขนมไทยตามราศี ช่วยเสริมดวง

กินขนมไทยตามราศี ช่วยเสริมดวง


      ว่ากันว่าคนที่ถืออะไรเคร่งครัด ก็จะระมัดระวังไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น การใส่เครื่องประดับ การเลือกสีเสื้อผ้าตามวัน การปลูกต้นไม้มงคลในบ้าน การเลือกเครื่องประดับตกแต่งภายในบ้าน การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย หรือแม้กระทั่ง การรับประทานอาหาร ก็ยังมีบางคนที่เชื่อว่า จะรับประทานอย่างไร เพื่อเสริมราศีของตนเอง อย่างไรก็ตาม ควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยแล้วกัน เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี

    ราศีมังกร (เกิดระหว่าง 15 ม.ค.-14 ก.พ.)
        ขนมสวยหลากสี สร้างสรรค์ให้ชีวิตแปลกใหม่ เป็นคนธาตุดิน ต้องเสริมความตื่นเต้นแปลกใหม่กับชีวิตด้วยขนมชั้นสีสวยๆ เยลลี่ลายหวานๆ หรือลูกชุปช่วยเสริมสง่าราศีให้โดนเด่นดีที่สุด เครื่องดื่มที่เหมาะคือ น้ำหวานสีต่างๆ

    ราศีกุมภ์ (เกิดระหว่าง 15 ก.พ.-14 มี.ค.)
      โดดเด่นเป็นที่สนใจด้วยขนมหายาก เป็นคนธาตุลม ชอบขนมเบเกอรี่ ขนมเค้ก แต่มีขนมไทยหลายประเภทที่ช่วยเสริมดวงชะตา อาทิ สัมปันนี ฝอยทอง เครื่องดื่มที่เหมาะคือ น้ำส้ม น้ำเสาวรส น้ำแอปเปิ้ล

    ราศีมีน (เกิดระหว่าง 15 มี.ค.-14 เม.ย.)
      โชคดีทุกการเดินทางด้วยขนมพื้นบ้านหลากแบบ เป็นคนธาตุไฟที่ไม่ค่อยใจร้อนเท่าไหร่ ขนมพื้นบ้านจะช่วยเสริมให้เจ้าตัวโชคดีเรื่องการเดินทาง อาทิ ข้าวเม่า ข้าวตอก ข้าวตัง เล็บมือนาง เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นประเภทน้ำผักผลไม้

    ราศีเมษ (เกิดระหว่าง 15 เม.ย.-14 พ.ค.)
       ลดอารมณ์ร้อนๆ ด้วยขนมเย็น เป็นคนธาตุไฟ มีนิสัยใจร้อนหงุดหงิดง่าย ควรแก้เคล็ดด้วยขนมประเภทเย็นๆ อาทิ ขนมลอดช่อง กระท้อนลอยแก้ว จะช่วยให้อารมณ์เย็นมีชีวิตชีวา สิ่งที่ติดขัดหรือมีปัญหาจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นน้ำผลไม้ปั่น อาทิ น้ำสับปะรด น้ำกระเจี้ยบ

    ราศีพฤษภ (เกิดระหว่าง 15 พ.ค.-14 มิ.ย.)
       เสริมความก้าวหน้าด้วยขนมเนื้อแน่น เป็นคนธาตุดิน หนักแน่น มั่นคงมีความรักชอบในศิลปะแบบโบราณ ขนมที่ช่วยเสริมราศี อาทิ ตะโก้ ขนมชั้น ขนมเปียกปูน ขนมหม้อแกง ขนมถ้วย เครื่องดื่มที่เหมาะควรเป็นน้ำมะตูม น้ำตะไคร้ เก็กฮวย

     ราศีเมถุน (เกิดระหว่าง 15 มิ.ย.-14 ก.ค.)
        ขนมหายากสร้างเสน่ห์ให้เป็นที่รัก เป็นคนธาตุลม จิตใจแปรปรวน ขนมที่เสริมดวงชะตาให้เป็นที่รักของผู้อื่นอาทิ ขนมหน้านวล เครื่องดื่มเป็นน้ำผลไม้เช่นไวน์ พันซ์

     ราศีกรกฎ (เกิดระหว่าง 15 ก.ค.-14 ส.ค.)
        ชีวิตมีสีสันด้วยขนมรสชาติหวานมัน เป็นคนธาตุน้ำ ใจเย็นเพราะใจดีมีความนุ่มนวลขนมที่เสริมดวงชะตาสง่าราศี อาทิ ข้าวเหนียวสังขยา สังขยาฟักทอง ขนมประเภทแกงบวช เครื่องดื่มที่เหมาะคือประเภทน้ำหวาน ชา หรือกาแฟ ทั้งร้อนและเย็น

    ราศีสิงห์ (เกิดระหว่าง 15 ส.ค.-14 ก.ย.)
        เสริมความหรูหราด้วยขนมชื่อสิริมงคล เป็นคนธาตุไฟ ที่ค่อนข้างเอาแต่ใจขนมที่มีสีแดง ส้ม ทอง อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง จ่ามงกุฏ ข้าวเหนียวแดงจะช่วยเสริมความสง่างามและเสน่ห์ให้ตนเอง เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นน้ำสมุนไพร พวกน้ำจับเลี้ยง ชา ดอกคำฝอย

    ราศีกันย์ (เกิดระหว่าง 15 ก.ย.-14 ต.ค.)
        คนรอบข้างรักใคร่เมตตาด้วยขนมสีขาว เป็นคนธาตุดิน ที่ค่อนข้างใจเย็น ขนมที่คู่บารมีกับชาวกันย์ ต้องมีสีขาวหรือสีนวลเมตตา ขนมผิง ขนมหน้านวล หรือวุ้นกระทิ จะช่วยให้คนรอบข้างรักใคร่ เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นพวกน้ำสมุนไพร รังนก หรือโสม

    ราศีตุลย์ (เกิดระหว่าง 15 ต.ค.-14 พ.ย.)         ขนมหลากสีสัน ผลักดันให้งานก้าวหน้า เป็นคนธาตุลม ที่ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น ขนมที่เสริมบารมีกับหน้าที่การงานต้องมีสีสันสดใส เช่น ขนมสัมปันนี ช่อม่วง วุ้นกรอบ ข้าวเม่า เครื่องดื่มที่เหมาะควรเป็นน้ำผลไม้และนม

     ราศีพิจิก (เกิดระหว่าง 15 พ.ย.-14 ธ.ค.)
         ขนมผสมกระทิเนรมิตความร่ำรวย เป็นคนธาตุน้ำ มีความเป็นตัวของตัวเองสู้งานหนักสุขุม เหมาะกับขนมหวานประเภทแกงบวช ครองแครง ปลากริมไข่เต่า บัวลอย จะช่วยเสริมความร่ำรวย เครื่องดื่มที่เหมาะต้องมีรสเปรี้ยว เช่น น้ำมะนาว

    ราศีธนู (เกิดระหว่าง 15 ธ.ค.-14 ม.ค.)
       ขนมมงคลพิธี ช่วยให้มีแต่คนเมตตา เป็นคนธาตุไฟ เหมาะที่สุดกับขนมที่มีชื่อเป็นมงคลจะเสริมให้เจริญก้าวหน้า เป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้างเช่นขนมทองเอก โพรงแสม รังนก เครื่องดื่มที่เหมาะเป็นน้ำมะพร้าว น้ำตาลสด ชา กาแฟ

ขอบคุณที่มา : http://women.thaiza.com

ประโยชน์ของงาดำ และงาขาว

ประโยชน์ของงาดำ และงาขาว


งา เป็นพืชล้มลุก ผลเป็นฝัก มีเมล็ดเล็กๆ สีขาวหรือสีดำ มีการเพาะปลูกมานานเพราะต้องการใช้เมล็ดงานี้เป็นอาหาร เครื่องเทศ และบีบเอาน้ำมันได้ มีการใช้เมล็ดงากันมากเป็นพิเศษในแถบตะวันออกกลาง และเอเชียเพื่อเป็นอาหาร
งา พืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมาย โดยงา จะมี 2 แบบ คือ งาดำ และ งาขาว นอก จากนี้ ยังมีน้ำมันงาที่นำมาใช้ปรุงอาหาร เพราะมีกลิ่นหอมและกรดไขมันที่มีประโยชน์ ทั้งนี้สารอาหารที่มีอยู่ในเมล็ดงาล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น
ประโยชน์ และ สรรพคุณของงาดำ งาขาว
ประโยชน์ ของงาไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดอะมิโนเมธิโอนีน นอกจากนี้ เรายังสกัดน้ำมันจากงาออกมาได้อีกด้วย ซึ่งน้ำมันที่ได้นั้นเป็นน้ำมันงาที่มีคุณสมบัติเยี่ยม คือ มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคลอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง นอกจากนี้ ยังมีกรดไขมันไลโนเลอิค ที่ช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น
ส่วนประโยชน์และสรรพคุณของงาดำ อีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าใช้น้ำมันงาดิบนวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ จะช่วยปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมน ให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียดทำให้จิตใจสงบ และยังสามารถนำน้ำมันงาดิบไปใช้นวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เล็ดขัดยอก และทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ อีกด้วย
นอกจากนี้ งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง
กลิ่นและรส ของเมล็ดงาคล้ายกับถั่ว องค์ประกอบสำคัญในเมล็ดก็คือน้ำมัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 44-60% น้ำมันงานั้นต่อต้านการเกิดออกซิไดซ์ได้ดี มีการใช้ในอาหารพวกสลัด หรือเป็นน้ำมันปรุงอาหาร และมาการีนและในการผลิตสบู่ ยา และน้ำมันหล่อลื่น และยังเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางบางชนิด
เดิมนั้นงาอาจเป็นพืชพื้น เมืองของเอเชีย หรือตะวันออกของแอฟริกา แต่ปัจจุบันพบได้ในพื้นที่เขตร้อน กึ่งร้อน และร้อนทางใต้ในทุกเขตทั่วโลกก่อนสมัยโมเสส ชาวไอยคุปต์ใช้เมล็ดงาป่นแทนแป้งธัญพืช ส่วนชาวจีนรู้จักงามาอย่างน้อยก็ 5,000 ปีมาแล้ว พวกเขาเผาเมล็ดงาเพื่อใช้ทำแท่งหมึกจีนที่คุณภาพดี ส่วนชาวโรมันบดเมล็ดงาผสมขนมปังเป็นอาหารรสดี ชาวไทยก็มีขนมที่ใช้เมล็ดงา เรียกว่า ขนมงาตัด ใช้งากวนกับน้ำตาล แล้วตัดเป็นแผ่น
ในบางถิ่นมี ความเชื่อว่าเมล็ดงามีอำนาจอาถรรพณ์ และยังปรากฏในนิทานเรื่อง อาหรับราตรี ตอน อาลีบาบา กับโจรทั้งสี่สิบ ซึ่งมีคำกล่าวว่า เปิดเมล็ดงา (Open sesame)
ต้นงานั้นมีความสูงระหว่าง 0.5-2.5 เมตร ขึ้นกับสภาพที่ปลูก บางพันธุ์ก็มีกิ่งก้าน บ้างก็ไม่มี ที่แกนในแกนหนึ่งมีดอกราว 3 ดอก เมล็ดนั้นสีขาว ยาวราว 3 มิลลิเมตร เมื่อแห้ง เปลือกเมล็ดจะเปิดอ้า และเมล็ดจะหลุดออกมา การเก็บงาจึงต้องอาศัยแรงงานคนเพื่อมิให้เมล็ดงาร่วงหล่น ภายหลังเมื่อไม่นานมานี้ มีการพัฒนาพันธุ์มิให้เมล็ดแตะกระจาย ทำให้สามารถเก็บด้วยเครื่องจักรได้




ขอบคุณข้อมูลจาก thaigoodview.com

องุ่นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงาม

องุ่นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงาม

ในผลองุ่นมีวิตามินและสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะที่เปลือกและเมล็ด อย่างที่เราเคยได้ยินถึงการสกัดน้ำมันจากเมล็ดองุ่นมาเป็นส่วนผสมในครีม บำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ น้ำมันนี้ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการจับตัวของก้อนเลือด และลดโคเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (ไขมันไม่ดี) จึงช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจได้ดี นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ส่วนวิตามินต่างๆ ที่พบในองุ่นนั้นก็มีมากมายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะน้ำตาลในองุ่นเป็น น้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย จึงช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย และกระตุ้นให้ตับทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีผลจากการ วิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองนิวยอร์กพบว่า ในองุ่นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า Polyphenols ซึ่งส่วนใหญ่เราจะสามารถบริโภคได้ในรูปของน้ำองุ่นหรือไวน์แดง สาร Polyphenols นี้มีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุสมองที่ยาวนานขึ้นและแข็งแรง ทำให้สามารถทำงานและจดจำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดีถึงแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม

ประโยชน์ จากองุ่นนั้นไม่เพียงจะได้จากการรับประทานองุ่นสด องุ่นแห้ง หรือน้ำองุ่นคั้นสด 100% แล้ว ผลและน้ำองุ่นสดยังสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้าและเส้นผมได้ด้วย อย่างสูตรบำรุงผิวหน้าให้เปล่งปลั่งชุ่มชื้นแบบง่ายๆ โดยนำองุ่นแดงหรือม่วงทั้งเปลือก ½ ถ้วย ผสมน้ำแตงกวาสด 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันแล้วนำมาทาทั่วผิวหน้า (เว้นรอบดวงตา) ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้ว ล้างออก ผิวหน้าจะชุ่มชื้นขึ้นและไม่แห้งกร้าน

ส่วนสูตรบำรุงเส้นผมให้ใช้น้ำองุ่นแดงหรือองุ่นม่วงคั้นสด 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับแชมพู สระผม โดยพักไว้หลังสระประมาณ 5 นาทีแล้วจึงล้างฟองออกให้สะอาด จะช่วยให้เส้นผมนุ่มและเป็น เงางาม

การรับประทานองุ่นให้ได้ ประโยชน์มากที่สุดนั้น ความจริงสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือกและเมล็ด อย่างที่บอกว่าสารอาหารที่มีคุณค่านั้นอยู่ที่เปลือกและเมล็ดมากกว่าเนื้อ องุ่นเสียอีก แต่ถ้าอยากรับประทานทั้งเมล็ดให้ง่ายขึ้น อาจจะทำเป็นน้ำองุ่นปั่นสดๆ ดื่มก็ได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก goodfoodgoodlife

สุดยอดสมุนไพรช่วยย่อยอาหาร

สุดยอดสมุนไพรช่วยย่อยอาหาร

กระเทียม
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่นเนื่องจ ากอาหารไม่ย่อยอยู่ บ่อยๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป

หอมเล็ก
มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญหาอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่างๆ

พริกสด
พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ
 
 ข่า
ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่นๆก็ คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็กๆ
 

ตะไคร้
ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สดๆก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา
 

ใบแมงลัก
ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอมๆนี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที
 

ใบกะเพรา
มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
 



สมุนไพร ทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิด

ขอบคุณที่มา : สนุกดอทคอม