วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

นมพร่องมันเนย อาหารคุณภาพต่ำ

นมพร่องมันเนย อาหารคุณภาพต่ำ

หลาย ๆ คนที่ชอบดี่มนมพร่องมันเนย คงจะตกใจกันเป็นแถวว่าทำไมนมพร่องมันเนยถึงเป็นอาหารคุณภาพต่ำ นั่นเป็นเพราะว่าได้มีการสกัดไขมันบางส่วนออกไป ทำให้พลังงานที่ได้รับต่ำ 

          นมพร่องมันเนยที่ เห็นกันตามท้องตลาดถึงแม้จะมีโปรตีนและแคลเซียมเทียบเท่ากับนมธรรมดา แต่ก็ได้มีการสกัดเอาไขมันบางส่วนออกจากน้ำนมไป ทำให้ได้รับพลังงานที่ต่ำ ในขณะเดียวกัน วิตามินเอ ดี อี และเค ที่ละลายในไขมันก็หายไปด้วย จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมาใช้เลี้ยงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะเด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย 

          นมพร่อง มันเนยมีส่วนประกอบของไขมันไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ในส่วนของคุณค่าทางอาหารอื่นๆ ยังมีอยู่ครบเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักมากกว่า 

         อย่าง ไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการดื่มนมพร่องมันเนยควรดื่มเป็นอาหารเสริมน่าจะดีกว่า ไม่ควรดื่มเป็นอาหารหลักในตอนเช้า เพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ 

          ส่วนใครที่ไม่สามารถดื่มนมได้ ก็สามารถรับประทานอย่างอื่นที่มีแคลเซียมหรือโปรตีนเป็นส่วนประกอบแทน เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เพราะมีไขมันที่ร่างกายสามารถย่อยได้ดีกว่า และสัดส่วนของโปรตีนและแคลเซียมก็ไม่ต่างไปจากนมธรรมดามากนัก จึงสามารถดื่มแทนกันได้ และที่สำคัญน้ำนมถั่วเหลืองยังมีสารเลซิทินที่ช่วยเสริมสร้างและบำรุงสมอง ซึ่งจะต่างจากนมพร่องมันเนยที่ไม่มีสารดังกล่าวหรืออาจรับประทานโยเกิร์ตก็ ได้ เพราะในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยได้ดี 

หันมาดื่มนมถั่วเหลืองหรือโยเกิร์ตกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย
ที่มา :   นิตยสาร ชีวจิต

7 เมนูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

7 เมนูอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

1. แฮมเบอร์เกอร์ จัด เป็นอาหารประเภทที่ "มีความเสี่ยงสูง" เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ "เนื้อ" มาใช้ปรุงทำให้มี " แบคทีเรีย " เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ " สารเคมีสีแดง " มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้ แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ " สารปรุงรส "( MSG = Monosodium Glutamate ) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย " MSG " เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
2. ฮอทด็อก เป็น อีก " เมนูอันตราย " เพราะมีกระบวนการผลิตคล้าย แฮมเบอร์เกอร์ และ " ฮอทด็อก " ทั้ง หมดยังใส่ " สารไนไตรท์ " เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย " สารไนไตรท์ " เป็นสารที่ทำให้เกิด " โรคมะเร็ง " ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและ มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ " ถุงหลอด " ที่ใช้บรรจุ ฮอทด็อก ก็ทำจาก " คอลลาเจนสังเคราะห์ " ที่เป็นสารก่อให้เกิด " โรคมะเร็ง " ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี " สารพิษร้ายแรง " ที่เรียกว่า " อะคริลิไมด์ "(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็น สารก่อมะเร็งและ " ทำลายประสาท "
3. เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด 
เป็น อาหารที่มี " ความเป็นพิษสูง " โดยการทอด " เฟร้นช์ฟราย " ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี " สารอะคริลิไมด์ " ออกมา นอกจากนี้ " น้ำมัน " ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ " ออกซิไดซ์ " ในมันฝรั่งยังมี " ดรรชนีกลีซิมิค "(Glycemic) อยู่สูงมาก.....นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก
4. คุกกี้ 
ที่ เด่นชัดมาก คือ สัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งอาหารในประเภทที่มีน้ำ ตาลปริมาณสูงเช่นนี้ จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
5. พิซซ่า 
" พิซซ่า " ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ "ตัดแต่งพันธุกรรม" 5 ชนิด คือ
.....1." เนยแท้ "( cheese ) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย
.....2."แป้ง" ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่
.....3."ซอสมะเขือเทศ" ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง "ยาฆ่าแมลง" ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน
.....4."แป้งสาลี" ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม " น้ำมันฝ้าย " ประกอบอยู่ โดย ฝ้าย ไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น " น้ำมันไฮโดรจีเนต " และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ "ผิวหน้าแป้ง พิซซ่า" ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี " สารอะคริลิไมด์ " เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า " เพ็พเปอโรนิ " หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก " ไนไตรท์ " สารกันบูด และสารเคมีอื่นๆ รวมทั้ง ไขมันอิ่มตัว ที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน
6. น้ำอัดลม สาร ตัวสำคัญที่มีอยู่ใน " น้ำอัดลม " คือ " กรดกำมะถัน "( Phosphoric acid ) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ " น้ำโซดา " ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียม ออกจาก กระดูก จนทำให้เกิด " โรคกระดูกพรุน " นอกจากนี้ใน น้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี "น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน" อยู่ 12 ช้อนชา ใน น้ำอัดลม ที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ " น้ำตาลเทียมสังเคราะห์ "( Artificial sweetener ) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ "สี" ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น " สารก่อมะเร็ง " ด้วย
7. ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูกเป็น เมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส "MSG" ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ " นัคเก็ตชิคเก้น " บางอันจะมี " สารอะลูมิเนียม " ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของ
ที่มาจาก horapa.com

อร่อย ปลอดภัย กับซอสมะเขือเทศ

อร่อย ปลอดภัย กับซอสมะเขือเทศ

          ซอส มะเขือเทศ เป็นเครื่องปรุงรสอาหารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลักษณะของอาหารการกินจากตะวันตก จำพวก ฟาสต์ฟู้ด พิซซ่า สเต็ก สปาเก็ตตี้ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องปรุงรสสไตล์ฝรั่ง แต่คนไทยเราก็เอามาปรับเป็นเครื่องปรุงกินกับอาหารหลากหลายเมนู จนเดี๋ยวนี้เรียกได้ว่าเป็นของคู่ครัวสำหรับทุกบ้าน
          ปกติเครื่องปรุงรส อาหารหรือเครื่องจิ้มในอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ้ว เราจะรับประทานในปริมาณไม่มากเพราะความเค็ม แต่ซอสมะเขือเทศเป็นอะไรที่แตกต่าง เพราะเวลาจิ้มกินกับอาหารเราจะกินกันในปริมาณที่มากพอสมควรเพราะมีรสหวานนำ ทำให้โอกาสที่จะรับส่วนผสมที่อาจมองข้ามอย่างน้ำตาลหรือเกลือ (โซเดียม) เข้าไปในร่างกายต่ออาหารมื้อหนึ่งๆ สูงตามไปด้วย
          ได้ ทดสอบหาปริมาณน้ำตาลและปริมาณโซเดียมจากซอสมะเขือเทศที่วางขายอยู่ในท้อง ตลาดจำนวน 10 ยี่ห้อ พบว่ามีปริมาณน้ำตาลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25.95 กรัม/น้ำหนัก 100 กรัม ส่วนปริมาณโซเดียมพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 741 มิลลิกรัม/น้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่บริโภคต่อวันไว้ว่าไม่ควรเกิน ร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน แต่ปริมาณแนะนำที่มีการรณรงค์สำหรับคนไทยก็คือ ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณน้ำตาลที่พบในซอสมะเขือเทศ 100 กรัม ปริมาณ 100 กรัมอาจดูเหมือนเป็นปริมาณที่มาก แต่ถ้าเรารับประทานเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ มื้อ โอกาสที่ร่างกายจะได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็นก็อาจเกิดขึ้นได้
          นอกจากนี้ “ฉลาดซื้อ” ยังอยากแนะนำการเลือกซื้อซอสมะเขือเทศ ว่าควรเลือกซอสที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน และเลือกซื้อโดยดูตรา อย. เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารที่อาจเป็นอันตราย เช่น สีหรือสารกันบูดที่ไม่ได้มาตรฐาน


ที่มาจาก : horapa.com

อาหารดีที่ ‘ตับ’ ต้องการ

อาหารดีที่ ‘ตับ’ ต้องการ


สำหรับผู้ที่มีปัญหาที่ตับ แพทย์จะแนะให้เลี่ยงการกินอาหารมัน ๆ ของเค็ม ของดอง ของแห้งปนเปื้อนเชื้อรา และแอลกอฮอล์ ซึ่งการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด บวกกับเติมอาหารดี ๆ ที่ช่วยบำรุงตับเข้าไปอีก ถือเป็นการชะลอความเสื่อมของตับลงได้

‘มุมสุขภาพ-กินดี’ มีสูตรเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพบำรุงตับแถมบำรุงไตด้วย สูตรนี้เป็นการรวมเอาสารอาหารที่มีประโยชน์ของ แอปเปิ้ล บีตรูท และแครอต 

โดยเฉพาะบีตรูท มีสรรพคุณทำความสะอาดตับและลำไส้ตอนล่าง ดีต่อตับ ไต และระบบย่อยอาหาร กระตุ้นและบำรุงลำไส้ ขับสารพิษ ฟอกเลือด ฟอกไต เป็นเพราะมีวิตามินบี1 บี2 และบี6 รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี
 
ส่วนแครอต สามารถขจัดไขมันส่วนเกินออกจากตับ ทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมอยู่ที่ตับ เพราะผักชนิดนี้มีซัลเฟอร์ คลอรีน แคลเซียม และแมกนีเซียม ขณะที่แอปเปิ้ล ผลไม้ยอดฮิตในเครื่องดื่มสุขภาพสูตรก่อน ๆ ที่เคยนำเสนอไป ก็ช่วยทำความสะอาด ขจัดสารพิษตกค้าง ทั้งที่ตับและไต 

ส่วนผสม ประกอบด้วย...
  • แอปเปิ้ลเขียว 1 ถ้วย
  • บีตรูท 1 ถ้วย
  • แครอต 1 ถ้วย
  • น้ำแร่ 1 ถ้วย
  • น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนในการทำ
ให้หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า โดยไม่ต้องปอกเปลือกหรือคว้านเอาแกนออก ส่วนบีตรูทก็หั่นเป็นชิ้นขนาดเล็ก และแครอตนำไปขูดเป็นเส้น ๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสามไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วเติมน้ำแร่ลงไป พร้อมกับคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มทันที
ขอบคุณที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์

เชื่อหรือไม่ว่า กินพะโล้ไม่เป็นหวัด??

เชื่อหรือไม่ว่า กินพะโล้ไม่เป็นหวัด??


ช่วงนี้อากาศบ้านเราไม่ร้อนมากอย่างเคย และหลายวันที่ผ่านมา ก็ยังมีลมเย็น ๆ พัดโกรกให้ตัวสั่น ๆ  ได้บ้างช่วงเช้าตรู่ 

สภาพเช่นนั้นทำให้บางคนป่วยเพราะอากาศเปลี่ยน เป็นหวัด เป็นไข้ ติดต่อไปตาม ๆ กัน 'มุมสุขภาพ-กินดี' จึงไปขอคำแนะนำจากน.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้ความว่า...

โป๊ยกั๊ก หรือจันทร์แปดกลีบ เครื่องเทศที่มีอยู่ในน้ำแกงพะโล้ น้ำซุปก๋วยจั๊บ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวแบบตุ๋นยาจีน เป็นของใกล้ตัวที่ช่วยป้องกันและบรรเทาโรคหวัดได้ 

ที่ เป็นเช่นนั้นเพราะในโป๊ยกั๊ก มีกรดซิคิมิก เป็นสารสำคัญที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสหวัด การรับประทานน้ำซุปที่มีส่วนผสมของโป๊ยกั๊กจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี แถมยังบรรเทาอาการปวด อาการชาได้ด้วย   

รู้แล้วอย่ารอช้า ใครกำลังเป็นหวัด อาหารมื้อต่อไปสั่งพะโล้มารับประทานกัน แต่ไม่ใช่จะเน้นแต่กินพะโล้เพียงเท่านั้น ต้องกินอารให้ครบทุกหมู่ และอย่าลืมดื่มน้ำอุ่น ๆ พักผ่อนนอนหลับมาก ๆ 

ขอบคุณที่มา : dailynews.co.th

ใบเหมียง ผักพื้นบ้าน ช่วยบำรุงสายตา

ใบเหมียง ผักพื้นบ้าน ช่วยบำรุงสายตา

เหมียง  เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทรงพุ่ม ลำต้นเป็นข้อ ๆ สูงประมาณ 3 – 4 เมตร ใบรูปรีปลายแหลม ยาวประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร แตกใบเป็นคู่ ๆ ใบเหมียงมีรสหวานอมขม ติดฝาดเล็กน้อย ส่วนที่นำมากินเป็นผักคือยอดและใบอ่อน เป็นผักชนิดหนึ่งที่นิยมจัดไว้ในกระจาด “ผักเหนาะ” คนทั่วไปอาจจะไม่รู้จักผักเหนียงมากนัก สำหรับคนใต้แล้วถ้าพูดถึงผักเหมียงแล้วต้องบอกว่า “ร่องจังฮู้”
นอกจากเป็นผักเหนาะแล้ว ใบไม้กินได้ชนิดนี้ยังนำมาประกอบอาหารได้อีกมากมาย เช่น ต้มกะทิ แกง
กะทิ แกงส้ม แกงจืด ผัดเผ็ด ผัดวุ้นเส้น ห่อหมก และใช้ห่อเมี่ยงคำ เป็นต้น
ผักเหมียงยังเป็นใบไม้ที่มีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงมาก เบต้าแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จึงช่วยบำรุงสายตา และป้องกันโรคตาบอดกลางคืนได้ และยังมีสรรพคุณทางยา เช่น ใช้ใบเหมียงเป็นาช่วยลอกฝ้าและแก้กระหายน้ำ กินแล้วสดชื่น ที่สำคัญเป็นพืชผักที่ปลอดสารพิษ และอุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร
ที่มา  แม่บ้าน ปีที่ 32 ฉบับที่ 469 มิถุนายน 2551

บอระเพ็ด

บอระเพ็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์  Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thoms. (Tinospora rumphii Boerl., Tinospora tuberculata Beaumee)
วงศ์?  Menispermaceae
ชื่ออังกฤษ?  HEART ? LEAVED MOONSEED, BORAPHED
ชื่อท้องถิ่น?  จุ่ง จริงตัวแม่, เจตมูลย่าน, เจตมูลหนาม, จุ่งจิง (ภาคเหนือ), เครือเขาฮ่อ (หนองคาย), ตัวเจตมูลย่าน, เถาหัวดิน (สระบุรี), เจตหมุนปลูก (ภาคใต้)
บอระเพ็ด…เป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อย เถาอ่อน มีสีเขียวเรียบแต่ถ้าช่วงอายุมากขึ้นเถาจะแก่มีสีน้ำตาลอมเขียว ผิวขรุขระเป็นปุ่ม ๆ เถามีลักษณะกลมโต ขนาด 1 ? 1.5 เซนติเมตร ยางมีรสขมจัดส่วนใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ป้อม โคนใบหยักเว้าลึกเป็นรูปหัวใจปลายแหลม กว้าง 3.5 ? 10 เซนติเมตร ยาว 6 ? 13 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อบริเวณกิ่งแก่ตรงซอกใบหรือปลายกิ่งแก่ ดอกเล็กสีเหลืองอมเขียว, แดงอมชมพู, เขียวอ่อน, เหลืออ่อน ช่อดอกแบบเดี่ยว ยาว 5 ? 20 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบดอก กลีบเลี้ยง อย่างละ 6 เรามักพอบอระเพ็ดขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเบญจพรรณของประเทศไทย ชอบขึ้นบริเวณที่มีดินร่วมซุย และมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น
สรรพคุณ? ส่วนที่ใช้เป็นยารักษาโรค เริ่มตั้งแต่ ลำต้น (เถา) มีรสขมจัด สามารถนำมาปรุงเป็นยารับประทาน แก้ไข้ ขับเหงื่อ ทำให้เลือดลมเย็น ลดความอ้วนในร่างกาย แก้กระหายน้ำและแก้รอนในได้ดีมาก นอกจากนี้ยังช่วยให้เจริญอาหาร
ใบ? นำมาโขลกให้ละเอียด ใช้พอกปิดฝี แก้อาการฟกช้ำ บวม ปวดแสดปวดร้อน แก้อาการผื่นคัน ขัยพยาธิ ช่วยลดไข้
รากและเถา? นำมาตำผสมกับมะขามเปียกและเกลือ หือใส่ในยาดองเหล้า โดยรับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา จะช่วยลดไข้ เจริญอาหาร
ดอก? ช่วยรักษาโรคในปากและช่อหู ขับพยาธิ
ผลและลูก? ใช้เป็นยารักษาพิษร้ายแรง และเสมหะเป็นพิษ รักษาโรคอุจจาระเป็นเลือด รวมทั้งโรคติดเชื้อในกระแสเลือด
คนโบราณส่วนใหญ่นำบอระเพ็ดมาทำเป็นยาได้ หลายชนิด เช่น นำมาดองกับน้ำผึ้ง โดยนำเถาบอระเพ็ดหั่นเป็นท่อน ตากให้แห้ง จากนั้นบดเป็น ผงผสมกับน้ำผึ้งแท้ ปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานก่อนนอน วันละ 2 ? 4 เม็ด จะเป็นยาอายุ ? วัฒนะ อาจนำเถาที่ตากแห้งแล้ว มาบดเป็นผง ชงกับน้ำร้อนครั้งละ 1 ช้อนชา เช้า ? เย็น สามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ บางตำราให้นำรากและเถาตำผสมกับมะขามเปียกและเกลือ หรือนำมาดองเหล้ารับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ช่วยลดไข้ หรือนำมาแช่อิ่ม โดยนำบอระเพ็ดตัดเป็นท่อน ลอกเปลือกจากนั้นผ่าข้างในดึงไส้ออก แช่ในน้ำซาวข้าวใส่เกลือเล็กน้อย นำไปลวก พอให้หายขม แล้วนำไปต้มอีกครั้งเสร็จแล้วนำมาล้างด้วยน้ำเย็นจัด จึงนำไปแช่ใน น้ำเชื่อมให้อิ่มตัว เก็บไว้รับประทานได้ตลอดทั้งปี มี สรรพคุณบำรุงธาตุ
ในปัจจุบันมีการค้นพบว่าบอระเพ็ด มีประโยชน์ทางยามากมาย อาทิ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดไข้ ช่วยให้เจริญอาหร มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย ต้านเชื้อแบคทีเรีย และอื่น ๆ อีกมาก เหมือนที่คนโบราณพูดกันว่า ?หวานเป็นลม ขมเป็นยา? ซึ่งเราเห็นได้จากสมุนไพรชนิดนี้จริง ๆ
เห็นมั้ยคะว่าสรรพคุณของบอระเพ็ดนั้น สามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว คุณแม่บ้านลองหาบอระเพ็ดมาปลูกไว้ที่บ้านสักต้น สองต้นคงไม่เสียหายอะไร นอกจากช่วยเป็นยาแล้ว ยังช่วยให้คุณหายปวดหัวกับความซนของเจ้าตัวเล็กอีกด้วย ช่วยยังไงนะเหรอคะ ก็ลองให้เขาอมบอระเพ็ดสักนิดรับรองว่าขยาดไปตาม ๆ กันแน่ ๆ คะ
ขอขอบคุณ?  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มา? แม่บ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 410 กรกฎาคม 2546